Tiantalk 2017 เกริ่นนำ

0
64

รู้ว่าท่านอรรณพหวนกลับมาเปิดโรงเตี๊ยม (เวปไซด์) ของชาวยุทธเอ็มทีอีกครั้ง แม้จะชื่อใหม่ แต่คนก็เก่าเหล้าก็เก่าหมักบ่มมานานจนได้ที่กลิ่นหอมโชยมาเตะจมูกจนชาวยุทธอย่างเรา อดใจไม่ไหว จำต้องคว้ากระบี่สีดำคร่ำคร่าโลดแล่นมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงบรรยากาศเมื่อสิบปีก่อนโพ้น ที่เหล่านักบู๊ มาชุมนุนเสวนากันในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เพื่อให้ชาวยุทธรุ่นหลังรับทราบบรรยากาศก็ขอเปิดหีบคว้าเอาม้วนกระดาษข้อเขียนในปี 2549 มาเปิดให้ชมเป็นตัวอย่างว่ามันสนุกกันซักขนาดไหน

Tiantalk 491 (โพสเมื่อสิบปีที่แล้ว)

ปีใหม่ปีนี้ (2549) มีวันหยุด 4 วันตั้งแต่วันส่งท้ายปีเก่า 31 ธค 2548 ไปถึงวันสุดท้ายของการหยุดชดเชย 3 มค 2549 ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลองและแห่กันเดินทางออกต่างจังหวัดโดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อแย่งถนนกันวิ่ง แย่งกันพัก แย่งกันกิน แย่งกันใช้ หลังจากที่เข็ดเขี้ยวการขับรถไปเที่ยวเชียงใหม่ในเทศกาลหยุดยาวเช่นนี้เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมต้องเปลี่ยนวิธีการเที่ยวเสียใหม่  หยุดยาวเฝ้าบ้าน อยากเที่ยวก็ลาพักผ่อน ไปมันวันทำงานนั่งแหละดี  ปีนี้จึงมีโอกาสหยุดยาวอยู่กับบ้านในกรุงเทพ ซึ่งโล่งว่าง เงียบเหงากว่าปกติจนเกิดจินตนาการอินกับอารมณ์เหงาเปล่าเปลี่ยวจนได้เรื่องปีใหม่ของอาฮุยมาเรื่องหนึ่ง อาฮุยเป็นใครอย่าคิดมากเอาเป็นว่าเป็นชื่อสมมุติที่นึกขึ้นได้ แต่จะไปพ้องกับอาฮุยในเรื่องฤทธิ์มีดสั้นหรือบู๊ลิ้มเรื่องอะไรก็ไม่แน่ใจ เรื่องนี้อาจมองเป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่ฝันใฝ่ใคร่ถวิลหากัน แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นอารมณ์ของผู้สูงอายุวัยเกษียณที่ต้องทิ้งที่ทำงานและเพื่อนพ้องมานั่งจับเจ่าอยู่ที่บ้าน ซึ่งแน่นอนคนที่ออกไปแล้วก็แล้วกันไป คนที่ยังอยู่ก็วุ่นวายทำงานบ้างไม่ทำบ้างกันต่อไป คนเดียวดายเหล่านั้นจะทำอะไรกับชีวิตส่วนที่เหลือ จากอารมณ์เหงาเปล่าเปลี่ยวที่ได้จินตนาการดังกล่าวประกอบกับการเปิดเวปไซด์ที่คุ้นเคย จึงนึกขึ้นได้ว่าเราเองเคยเขียนเรื่องราวจับฉ่ายส่งไปลงบนเวปไซด์มาระยะหนึ่งแล้วก็ห่างหายไปเพราะมัวไปวุ่นวายกับเรื่องอื่น หากจะถือโอกาสนี้ปัดฝุ่น tiantalk ขึ้นมาใหม่แล้วกำหนดกับตัวเองให้พยายามเขียนให้ได้อย่างน้อย 100 ครั้งในปี 2549 นี้ก็น่าจะสามารถประกาศก้องได้ว่าข้าก็ทำสำเร็จตามเป้าหมายเหมือนกัน แน่นอนอาจมีบางคนถามว่าเขียนทำไม และคำตอบสุดท้ายก็คือเขียนเพราะอยากเขียนไงครับ เขียนเอง อ่านเอง ชื่นชมตัวเองว่าเราก็เขียนเป็นเหมือนกันก็พอแล้ว ส่วนจะมีคนอ่านไหม อ่านแล้วจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ หรือโบนัส เอาเป็นว่าจะเริ่มตั้งแต่ tiantalk 491 (รหัส 49 หมายถึงเขียนในปี 2549) แล้วมาดูกันว่าจะมีปัญญาเขียนได้สักกี่ครั้ง ฮา

สวัสดีปีใหม่ 2549 ครับขอให้โชคดี คิดดี ทำดีสมความมุ่งหมายทุกประการ

4 2549 15:24:00

Reply 1

ประมาณว่าสับดาห์ละสองครั้งไม่น้อยเลยสำหรับมาตรฐานเฉลี่ยของคนไทย

From การบ้าน 4 2549 16:30:23

Reply 2

แล ณ หุบเขาแห่งนั้น ยังมีสายตาโกวเนี้ยนางหนึ่ง หากมองจากเงาหลัง นางคือดรุณีน้อย วัยกำดัดนางหนึ่ง นางแอบเฝ้ามองท่านผู้เฒ่า ผ่านแมกไม้ ด้วยสายตาอันเลื่อมใส ชื่นชม นางเฝ้ามองอย่างเงียบๆ และ พยายามไม่ส่งเสียงใดๆ แม้ลมหายใจ ก็ไม่กล้าผ่อนออกโดยแรง ด้วยเกรงว่า จะเป็นการรบกวนสมาธิของท่านผู้เฒ่า เพราะนางเคยทราบดีว่า ผู้ที่กำลังฝึกยุทธ์ หาก เสียสมาธิ อาจเกิดธาตุไฟเข้าแทรกจนเป็นอันตราย สถานเบาก็พิการ สถานหนัก อาจถึงแก่ชีวิต

นางเฝ้ามองอยู่ชั่วครู่จนแน่ใจว่า ท่านผู้เฒ่า คงต้องจมอยู่ในภวังค์อีกนาน นางจึงพลิ้วกายจากมาอย่างเงียบงันด้วยความเร็วดุจสายฟ้า พร้อมสีหน้าแสดงความเจ็บปวดเล็กน้อย ทิ้งไว้แต่ความหอมกรุ่นและดอกไม้ที่นางวางไว้เพื่อแสดงความคารวะ ขณะจากมา นางก็ครุ่นคิดขึ้น “ส้มตำหอยดองเมื่อกลางวัน ทำพิษซะแล้ว อูยยยย”

ล้อเล่นนะเจ้าคะ เขียนมาก็เพื่อจะบอกว่าอิชั้นติดตามอ่านเสมอเจ้าค่ะ

แหย็บๆๆ

From ป้าเมี้ยน 4 2549 16:41:15

Reply 3

ฮิฮะป้าเมี้ยนไม่น่าจะชื่อป้าเมี้ยนเลย น่าจะมีฉายาเป็นดรุณีนักบู๊คนใดคนหนึ่งมากกว่า เห็นสำนวนแล้วน่าจะโลดแล่นในยุทธภพได้สบายๆเลย ท่านผู้เฒ่าในเรื่องนี้น่าจะมิใช่จิวแป๊ะทงเป็นแน่แท้ เพราะจิวแป๊ะทงมิยินยอมไปนั่งบ้าอยู่คนเดียวอย่างนั้น ต้องหาทางไปต่อยตีเล่นกับเจ้าก๊วยเจ๋งหรือไม่ก็ไปออดอ้อนขอกินอะไรอร่อยๆกับแม่นางอึ้งย้งแล้ว

นักการศึกษาเขาว่าศิลปะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตให้เป็นมนุษย์เต็มตัว ผู้ใดมีศิลปะอยู่ในใจย่อมง่ายที่จะฝึกจิตให้มีความละเอียดอ่อนและมีความคิดสร้างสรรค์ หากแต่คนหลงผิดคิดว่าวิทยาศาสตร์คือ สุดยอดของทุกสิ่ง แม้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ก็เป็นกึ่งศิลปะกึ่งวิทยาศาสตร์ การเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือ (ที่จริงต้องสอนคนโว้ยไม่ใช่สอนหนังสือ ฮา) ก็ต้องมีศิลปะในการสอน ศิษย์จึงจะเกิดการเรียนรู้และพัฒนาเต็มศักยภาพได้ แต่ศิลปะไม่มีอยู่ในวิชาใดในหลักสูตรเลย เราจึงเห็นแต่ความแข็งกระด้าง ที่ไร้จิตวิญญาณใน การทำงาน ในการให้บริการผู้ป่วย สำหรับท่านอาจารย์เทียนของชาวธรรมศาสตร์ หรืออาจารย์เทียนชัยของอดีตนิสิตจุฬาบัดนี้ก็นับว่าสมควรเป็นท่านผู้เฒ่าแล้ว เพราะท่านก็ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวที่ท่านอาจารย์สุพลเคยนั่งแล้วและหากเทียบตามหลักการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์แล้ว หากใครเห็นดรุณีกำดัดวิ่งหน้าตื่นออกมาจากแมกไม้ (เพื่อไปถ่ายเทหอยดอง) ตาม reply 2 หนังสือพิมพ์ก็คงพาดหัวข่าวว่า อาจารย์เฒ่าขี้เมาทำดรุณีน้อยวิ่งป่าราบเพราะตกใจกลัวจนอึแตก ฮา

ว่าแต่ท่านผู้เฒ่ารีบๆเขียนมาอีกเร็วๆ พูดแล้วอย่าเบี้ยว เดี๋ยวจิวแป๊ะทงจะไปท้าดวลซัก 10 จอก

อ้อ จะบอกให้หากใครมาเรียกจิวแป๊ะทงว่าท่านผู้เฒ่าละก็ เราจะถองมันซัก 10 ที

From จิวแป๊ะทง 4 2549 23:01:50

Reply 4

แหม ถ้าอิชั้นจะใช้ฉายาเป็นดรุณีบู๊ลิ้ม ก็คงต้องใช้ชื่อ “เอ็งโกว” กระมังคะ แล้วถ้าใช้ชื่อนี้ ท่านจิวแป๊ะทงจะยังสนุกสนานอยู่แถวนี้ได้รึเจ้าคะ โฮะๆๆ

ปล. ใครได้ดูละครช่อง3 เรื่อง นางบาป บ้าง อิชั้นดูแล้วนึกถึงสมัยอิชั้นสาวๆชะมัดเลยเจ้าค่ะ โฮะๆๆ แหย็บๆๆๆ

From ป้าเมี้ยน 5 2549 08:56:00

Tiantalk 492

มาคุยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีตามที่สัญญากับตัวเอง ก็บอกแล้วว่าจะเป็นเรื่องจับฉ่าย หรือสัพเพเหระ ฯลฯ

เอาเป็นว่าคุยได้ทุกเรื่องไม่มีจำกัดหนักบ้าง เบาบ้าง สั้นบ้าง ยาวบ้าง วันนี้เอาเรื่องคนอื่นพูดมาเล่าต่อดีกว่า

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง เฮ้อ ก็บอกแล้วว่าโลกต้องเปลี่ยนแปลง และที่ปวดประสาทกันก็เพราะโลกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสองพันห้าร้อยกับอีกเกือบห้าสิบปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าก็สอนแล้วว่าทุกอย่างไม่เที่ยง (อย่ามาตีความว่าเที่ยงวันหรือเที่ยงคืน) คือไม่หยุดนิ่งมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ละนาทีและวินาทีที่เรายังเห็นหน้าตาเรายังดูสวยดูหล่อกันนั้นในตัวเราก็มีเซลล์เกิดใหม่และเซลล์ตายเพียบเลย เอาละลองตามไปดูที่คุณดนัย จันทร์เจ้าฉายเขียนไว้ดังนี้ ถ้าอยากให้โลกนี้เปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน    อยากให้ผู้อื่นเข้าใจเรา เราต้องพยายามเข้าใจผู้อื่นก่อน โดยการเปิดใจให้กว้างยอมรับความเห็นที่แตกต่าง เพราะปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่มาจากการสื่อสาร ความคาดหวังและกรอบความคิดที่แตกต่างกัน และหากเราต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นผล ก็ต้องเปลี่ยนแปลงกันที่กรอบความคิดจึงจะได้ผลที่รวดเร็วและยั่งยืน ซึ่งมีนัยยะและความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ในยุคสมัยแห่งการเรียนรู้ในปัจจุบัน และเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาในอนาคต ข้อความนี้ก็ไม่มาก ไม่ยาวนัก เราอาจจะอ่านรวดเดียวไม่ถึง 1 นาทีก็จบ หากจะปล่อยผ่านเซลล์ลูกตาไปเพียงอย่างเดียวโดยไม่เปิดโอกาสให้เซลล์สมองทำงานเลย แต่ถ้าลองค่อยๆอ่านและใช้เซลล์ให้หลากหลายชนิดได้ทำงานประสานกัน ลองเอามาดูกับสิ่งแวดล้อมประจำวันกัน ถ้าเราเป็นคนที่คิดว่าพอจะติดตามโลกทันบ้าง เราก็อาจรู้สึกว่าวงการของเรายังแย่ยังล้าหลังอยู่ คนที่เก่งๆล้วนหนีหายไปวงการอื่นกันหมดปล่อยคนส่วนใหญ่ไว้ที่นี่ เราอาจนึกปรารถนาดีอยากหาทางเปลี่ยนแปลง แต่แค่พูดอะไรออกไปก็โดนตอก โดยอัด เราอาจจะโกรธแล้วก็คิดว่างั้นกูก็ทิ้งไปบ้างละกัน นั่นก็แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจ nature ของเขา เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้มีความคิดเช่นนั้น ก็อะไรเล่าเป็นต้นเหตุให้เขามีกรอบความคิดแบบนั้น สิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ ฯลฯ มันต่างกับเรา ถ้าเราเข้าใจเขาเราก็อาจเปลี่ยนจากความโกรธเป็นสมเพช สงสาร ฯลฯ และคงมีสติที่จะมาหาทางช่วยเขา หาวิธีให้เขาได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆบ้าง และแน่นอนก่อนที่จะไปช่วยชาวบ้านเขาก็ต้องพยายามปรับตัวเองก่อน เมื่อพูดถึงกรอบแนวคิดแล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่โน้ตไว้ก่อนจะทิ้งเจ้าเศษกระดาษน้อยๆไปก็เอามาคุยกันก่อนดีกว่า……

พระสันตกาย มีกิริยามารยาททุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยดีไปหมดเหมือนผ้าที่พับไว้ ประหนึ่งว่าท่านเป็นพระอรหันต์ จนพระสาวกสงสัยไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ภิกษุผู้มีกายวาจาสงบยังไม่นับว่าเป็นผู้สงบแท้ แต่ท่านผู้มีกายวาจาและใจสงบนั่นแล เราตถาคตจึงเรียกผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบอย่างแท้จริง และเป็นผู้คลายจากความลุ่มหลงในโลกทั้งปวง”

5 มค 49

Reply 1

สาธุๆ

From สาธุ 5 2549 13:35:56

Reply 2

ฝากเวปมาสเตอร์ เก็บข้อเขียน วาทะของ อทช. กับป้าเมี้ยน ไว้ให้ดีนะจ๊ะ อีกหน่อย อาจจะหาทุน มาจัดพิมพ์รวมเล่ม จำหน่าย หาทุน มาทำสาธารณประโยชน์กัน

From MT 5 2549 15:08:28

Reply 3

อย่าซีเรียส แค่เขียนเรื่องไม่เป็นเรื่อง แบบว่าคุยกันมากกว่า ตามประสาสภากาแฟ แต่งวดที่แล้วก่อนที่จะหยุดเขียนไปก็รวมได้เล่มใหญ่ๆ จนมาอ่านทีหลังยังงงว่าตูเขียนไปได้ไงวะ ที่ต้องรวมเล่มไว้เป็นที่ระลึกเพราะเสียดายที่ตอนเขียนในจุลสารเทคนิคการแพทย์สัมพันธ์ก็เขียนไว้มากและค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราว ที่แรกก็เก็บไว้ แต่พอถึงอารมณ์สละวางก็เลยโล๊ะทิ้งไปหมด คุณอรรณพยังหัวเราะเยาะเอาเลย เอาเป็นว่ายุให้ป้าเมี้ยนมาเขียนแข่งกันดีกว่า ป้าแกคงเขียนได้มันกว่าผมมาก เห็นแกตอบจิวแป๊ะทงโดยเกทับว่าแกเป็นอังโกวแล้ว ผมขำกลิ้งเลย เพราะจิวแป๊ะทงกับอังโกวมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังกันมาจนจิวแป๊ะทงต้องวิ่งหนีตลอดเลยก็จำได้คลับคล้ายคลับคลาอย่างนี้เพราะอ่านมานานมากแล้ว ว่างๆให้ป้าแกเล่าเองดีกว่า

From ทช 6 2549 09:06:39

Reply 4

เท่าที่อิชั้นจำได้นะเจ้าคะ อังโกว หรือที่รู้จักกันในสมัยที่เรื่องมังกรหยกทำเป็นซีรีส์ ฉายทางทีวี ว่า “เอ็งโกว” เป็นพระสนมเก่าของราชันย์ทักษิณ (ที่ไม่ใช่ชินวัตร แต่แซ่ต้วนต่างหาก) เผลอมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ จิวแป๊ะทง สมัยหนุ่มๆทั้งๆที่เป็นนักพรต ทำให้จิวแป๊ะทงละอายใจและพยายามหลบหน้า เอ็งโกว ตลอดมา ทั้งสองมีลูกด้วยกัน โดยที่เฒ่าทารกไม่รู้ (ไม่ได้กินเบนโล แต่หลบหน้าไปแต่แรก จนมารู้เอาภายหลัง) แต่เด็กต้องมาตายเพราะ ฝ่ามือเหล็กลอยน้ำ ของคิ้วโชยยิ่ม และราชันย์ทักษิณก็ไม่ช่วยรักษาเพราะรู้ว่าเป็นอุบายของฝ่ามือเหล็ก ทำให้ราชันย์ทักษิณ เสียใจจนออกบวช และฝ่ามือเหล็กก็สำนึกผิดภายหลัง ออกบวชตามเป็น ลูกศิษย์ด้วย ว่าแต่ ท่าน อ. ทช. เจ้าขา อิชั้นว่า ลำดับที่ teintalk ของอาจารย์ หาก อาจารย์ ตั้งใจว่าจะเขียนให้ครบร้อย (หรือ มากกว่า 10 ) คงต้องเปลี่ยนระบบเป็นเลข 4หลัก เช่น 4901, 4902,… หรือ 5 หลัก 49001, 49002, กระมังเจ้าคะ จะได้ไม่มีปัญหากับระบบจัดเก็บโดยคอมฯ นะเจ้าคะ แหย็บๆๆๆ

From ป้าเมี้ยน 6 2549 11:29:27

ครับ..ในโรงเตี๊ยมย่อมมีผู้คนแตกต่างกันมาเยี่ยมเยือน บ้างก็เป็นนักศึกษาสวมชุดขาวสะอาดตามาสนทนาวิชาการกัน บ้างก็เป็นบัณฑิตเพิ่งกลับจากสอบจอหงวน สนทนาเรื่องการบริหารการเมืองที่ได้พบเห็นในเมืองหลวงมาเล่าสู่กันฟัง และชาวยุทธไร้ชื่อนั่งสนทนาเรื่องราวล้วนไร้สาระแต่ก็น่าฟัง เรื่องเล่ายุคนี้อาจจะมีสาระบ้าง ไร้สาระเพื่อผ่อนคลายบ้างไม่ให้เครียดจนเป็นโรคประสาท แน่นอนย่อมมีเรื่องราวในสภาบู๊ลิ้มมาเล่ามากมาย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here