Robert Koch หนึ่งในบรรพชนชาวแล็บ

0
97

เขียนโดย เทียนชัย ไชยเศรษฐ

Robert Koch แพทย์ชาวเยอรมัน ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณร้อยปีที่แล้ว เป็นคนแรกที่นำเทคโนโลยีการเพาะเลียงเชื้อแบคทีเรีย อย่างที่เรียกว่า pure culture หมายความว่า จาก specimen ของผู้ป่วยที่เป็นโรคซึ่งดูแล้วน่าจะติดเชื้อ เขาสามารถนำมาเลี้ยงนอกร่างกายให้มันเติบโตเพิ่มจำนวนได้ แต่การที่จะนำ specimen มาเลี้ยง หรือที่เรียกว่าเพาะเชื้อ

ก็เหมือนกับการกวาดผู้ต้องสงสัยมาได้กลุ่มหนึ่ง และรู้แน่ว่าในกลุ่มผู้ต้องสงสัยนี้มีผู้ร้ายอยู่ 1 คน เขาจึงต้องหาวิธีแยกคนทั้งกลุ่มออกจากกัน ให้เป็นแต่ละคนนำไปสอบสอนแยกห้องกัน ทั้งขู่ทั้งปลอบ ทั้งนวด ทั้งเค้น ในที่สุดผู้ร้ายก็เปิดปากสารภาพ

เล่ากันมาว่าคนที่บุกเบิกให้โลกรู้ว่าแบคทีเรียเป็นตัวการทำให้เกิดโรค คือนักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ Louis Pasteur โดยเขาศึกษาโรคของวัว สัตว์เลี้ยงหลายชนิด และในคน จนมั่นใจว่าใช่แน่เลย จึงเป็นคนแรกที่ป่าวประกาศให้โลกรู้ นั่นคือการเปิดศักราชของวิชา Clinical Bacteriology ขึ้นมา ใครที่ชอบแบ่งพวกแบ่งเหล่าว่าเธอพวก Chem ฉัน Bact น่ะลองดูซิว่าในอดีตไม่มีกำแพงกั้นระหว่างวิชาเลย แล้วเราก็มาสร้างอาณาจักรกันเอง ห้ามยุ่งกัน ควรจะรู้ว่าด้วยเทคโนโลยีทันสมัยทุกวันนี้ในที่สุดทุกวิชาก็จะมีความทับซ้อนกันใหม่ จะมี immuno ใน chem จะมี chem ใน hemato ใน bact เป็นต้น คุณ Louis Pasteur สามารถ isolate bacteria บาง strain ได้ สามารถ culture ใน liquid culture medium ซึ่งต่อมาเรียกว่า broth ได้

ท่านทราบไหมว่าทำไมเขาตั้งชื่อนี้ จากที่ปู่ ของปู่ ของปู่ เล่าต่อๆกันมาเขาบอกมามันมาจากคำว่า ” bouillon ” อ่านว่า บุลเยิน เป็นภาษาฝรั่งเศส (ก็คนคิดเป็นฝรั่งเศสนี่นา และชาวฝรั่งเศสก็เป็นชาตินักกิน ที่ทำอาหารเก่งชาติหนึ่ง) แปลว่าซุปเนื้อ พูดถึงเรื่องนี้อดนึกถึงท่านอาจารย์หมอดิลก เย็นบุตร แห่งภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์จุฬาไม่ได้ จำได้ไม่ลืมเลยว่าสมัยสามสิบกว่าปีที่แล้วพวกเราเรียนอยู่ปี 3 มหิดล แต่ที่เรียนจริงอยู่ฝั่ง รพ.จุฬา เพราะคณะส่งไปฝากเรียนกับภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬา ท่านให้ไปซื้อเนื้อมาหั่น บด บีบ คั้น ต้ม ตุ๋น เพื่อให้พวกเรารู้ว่าไอ้ที่เรียกว่า broth มันมาได้อย่างไร แล้วไอ้กลุ่มที่รับหน้าที่อย่างที่ว่านี้ก็พวกหนุ่มๆ (ตอนนั้น) ได้แก่ผม อาจารย์เดชา (ที่เป็นคณบดีเชียงใหม่นั่นแหละ) อาจารย์ถวัลย์ (ธรรมศาสตร์) คุณวีรวุธ (วิทยากรด้านการบริหารธุรกิจ/เจ้าของสำนักพิมพ์หนังสือวิชาการด้านการบริหาร Expernet) ก็ได้วิทยายุทธติดตัวมาสอนกันจากตรงนี้แหละครับ มันให้ความคิด จินตนาการมากกว่าการเอา loop แหย่ลงไปใน tube broth เป็นไหนๆ แม้ในตอนหลังๆเราจะไม่ได้สอน bacteria กันสักคนก็ตาม

การเพาะเชื้อใน broth เมื่อนำมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อาจเห็นรูปร่างผิดแผกไปจากตัวจริง ดูแล้วเห็นเพียงว่าเป็นแบคทีเรียดิ้นกระแด่วๆอยู่มากมาย Robert Koch ลองเอาชิ้นมันฝรั่งฝานเป็นแว่นๆใส่ลงไปก็มีเชื้อขึ้นบนแผ่นมันฝรั่ง เป็นหน่อมๆ (colony) ก็ยังไม่ถูกใจ เปลี่ยนเป็นเอา gelatin ใส่ลงไปด้วยให้แข็งเป็นวุ้นๆขึ้นมาแต่การ incubate ที่ 37 ‘ C ทำให้ gelatin เน่าเสียง่าย จนวันหนึ่งแกได้คุยกับกุ๊กที่เคยอยู่ญี่ปุ่น ตากุ๊กก็บอกว่าชาวญี่ปุ่นใช้สาหร่ายทะเลอย่างหนึ่งมาเติมอาหารแล้วทำให้แข็งเป็นวุ้นได้ เรียกชื่อว่า agar – agar เมื่อปิ๊งไอเดียตา Koch ก็ลองทำดู ปรากฏว่าได้เป็นวุ้นแบบ agar ที่เราใช้กันทุกวันนี้

ในช่วงนั้นก็มีตัวละครที่เราไม่รู้จัก แต่รู้ชื่อเข้ามาคนหนึ่งเขาคือ Richard Julius Petri อา หลายท่านร้องอ๋อขึ้นมาเชียวอีตาคนนี้ออกแบบจานแก้วพิเศษ หน้าตาพิลึกพิลั่นสำหรับคนสมัยนั้น ให้เป็นที่อยู่ของ agar culture media ที่เราใช้กันมาถึงวันนี้ในชื่อว่า Petri – dish หรือจานของนายเพตรินั่นเอง

Koch ยังพบเทคนิคการเอาแบคทีเรียจาก culture มาทำให้ติดแห้งบน glass slide โดยการ smear แล้ว fix ด้วยความร้อน ซึ่งจะช่วยให้ติดแน่น ย้อมด้วย aniline dyes แล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทัศน์เห็นได้ชัดขึ้น (เรื่องย้อมสีจะเล่าทีหลัง) เทคนิค Hanging drop การที่ Koch สนใจคิดค้นเรื่องแบคทีเรียจนถึงระดับได้รางวัลโนเบลอาจจะเนื่องจากของเล่นชิ้นแรกของเขาในตอนเด็กคือแว่นขยายแกเลยหาทางส่องอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย (ไม่ทราบว่าบ้านเราถ้าซื้อแว่นขยายให้ลูก ลูกเราโตขึ้นจะเป็นอะไร อาจจะเป็นหมอดูมั๊ง ใครที่มีลูกเล็กๆควรคิดสักหน่อยก่อนซื้อของเล่นให้ลูก) และที่เขาหันมาสนใจเรื่องเชื้อโรคเพราะตอนเป็นศัลยแพทย์ในแล็บมีกล้องจุลทรรศน์อยู่ เขาก็เลยเที่ยวหาอะไรต่อมิอะไรมาส่องดูเริ่มจากพืชจนมาถึงแบคทีเรีย ตอนหาทางเพาะเลี้ยงแบคทีเรียเขาก็หาทางให้เชื้ออยู่ที่อุณหภูมิใกล้เคียงกับในร่างกายคน ก็เลยทำ incubator มาใช้เอง

เรื่องที่ Koch โด่งดังมาก คือ Koch’s postulates ในปี ค.ศ. 1882 ที่ว่า
1) agent ของ infectious disease จะพบในผู้ติดเชื้อทุกราย
2) สามารถ isolate agent จาก host ได้ และเพาะเลี้ยง in vitro (pure culture) ได้หลาย generation
3) ถ้านำ pure culture ของ agent (คำว่า agent หมายถึงแบคทีเรีย แต่ตอนนั้นไม่รู้จะเรียกอะไรก็ใช้คำว่า agent ไปก่อน) ไป inoculate ในคนปกติ คนนั้นก็จะเกิดโรค
4) จะพบ agent ชนิดเดียวกันใน host ที่ทำให้ติดเชื้อนั้น

จากเทคนิคการเพาะเชื้อบน agar plate ( บน petri – dish ของ Petri ) ของ Koch ทำให้มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษา และวินิจฉัยแบคทีเรียและโรคติดเชื้อมากมาย จนกล่าวได้ว่าท่านเป็นบรรพชนที่บุกเบิกงานให้เทคนิคการแพทย์คนหนึ่ง

(ภาพประกอบจาก http://pediatric-house-calls.djmed.net/robert-koch/)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here