เปิดข้อเสนอ “เทคนิคการแพทย์” ต่อร่าง พรบ.ระบบการแพทย์ปฐมภูมิและการบริการสาธารณสุข

0
140

ตามที่สำนักงานสนับสนุนระบปฐมภูมิและคลินิกหมอครอบครัว กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดให้มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ… โดยได้เชิญผู้แทนกลุ่มสหสาขาวิชาชีพเข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา  ณ ห้องประชุมสำนักงานสนับสนุนระบปฐมภูมิและคลินิกหมอครอบครัว อาคาร 5 ชั้น 8 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อ ร่าง พรบ.ดังกล่าว นั้น 

ในส่วนของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม 5 คน ได้แก่ ผู้แทนนายกสภาเทคนิคการแพทย์, ผู้แทนนายกสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ฯ, ผู้แทนชมรมเทคนิคการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ผู้แทนชมรมเทคนิคการแพทย์ รพศ./รพท. แลผู้แทนชมรมเทคนิคการแพทย์ชุมชนแห่งประเทศไทย ซึ่งวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ได้ร่วมกันให้ข้อเสนอต่อ“ร่างพระราชบัญญัติระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ. …” สรุปได้ ดังนี้

  1. โดยหลักการ การพัฒนาระบบบริการการแพทย์ปฐมภูมิ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐที่จะให้ประชาชนเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน อย่างทั่วถึง ซึ่งครอบคลุม การรักษา ฟื้นฟู ส่งเสริมและป้องกันโรค
  2. กฎหมายนี้ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนระบบการแพทย์ปฐมภูมิ โดยสร้างกลไกการกำหนดนโยบาย และการสนับสนุนด้านวิชาการ มากกว่ากระบวนการกำกับดูแล ที่ปัจจุบันมีหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานตามกฎหมายต่างๆ มีกิจกรรมการการกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่กำกับดูและหน่วยบริการในทุกระดับในเขตบริการสุขภาพทั้ง 12 เขต กรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมายสถานพยาบาล สำนักงานหลักประสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม เป็นต้น
  3. ในมาตรา 9 กำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการในหลายประการ ทั้งการเสนอนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ การกำกับ ติดตาม ประเมินผล การพัฒนาระบบสารสนเทศ การกำหนดมาตรการทางการเงินและการคลัง การเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการสุขภาพของตนเอง รวมทั้งการเสนอแนวทางการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ การวางแผนกำลังคน และการกำหนดค่าตอบแทน ตลอดจนการกำหนดประเภทและขอบเขตบริการปฐมภูมิที่บุคคลจะได้รับ (มาตรา 14) การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขของการให้บริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข การจัดทำระบบข้อมูล และมาตรการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (มาตรา 19) การจัดคณะผู้ให้บริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขให้หน่วยบริการ (มาตรา 21) ด้วย  องค์ประกอบของคณะกรรมการตามมาตรา 5 จึงควรมีกรรมการที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกสาขา
  4. การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิ (มาตรา ๑๖) มีความซ้ำซ้อนกับการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการตามกฎหมายต่างๆที่มีอยู่แล้ว เช่น ถ้าเป็นหน่วยบริการระดับต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข มีการกำหนดระบบการกำกับดูแลในระบบโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ หน่วยบริการในระบบประกันสังคมก็มีการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็มีการขึ้นทะเบียนและมีมาตรฐานการกำกับดูแล ในภาคเอกชนการกำกับดูแลตามกฎหมายสถานพยาบาล เป็นต้น  การกำหนดระบบการขึ้นทะเบียนต้องมีการเพิ่มหน่วยงานย่อยในระบบราชการขึ้นมาทำงานที่ซ้ำซ้อนงานของหน่วยงานอื่น
  5. การขึ้นทะเบียนผู้รับบริการ (มาตรา 17) มีความซ้ำซ้อนกับระบบการรับบริการด้านสาธารณสุขที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับสิทธิ์อยู่แล้ว เช่น สิทธิ์หลักประสุขภาพแห่งชาติ ประมาณ 48 ล้านคน สิทธิ์ประกันสังคมประมาณ 10 ล้านคน สิทธิ์ข้าราชการและครอบครัวประมาณ 8 ล้านคน ระบบทะเบียนของผู้มีสิทธิ์รับบริการ อาจกำหนดหน่วยบริการการปฐมภูมิด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นไปทำระบบทะเบียนมาทับซ้อนของเดิม
  6. มาตรา 19 (1) บัญญัติให้หน่วยบริการปฐมภูมิมีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุมทั้งบุคคล ครอบครัว และชุมชน ในการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ รวมทั้งการให้ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ในการรักษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน แต่ไม่ครอบคลุม“การตรวจทางห้องปฏิบัติการ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุขมาตั้งแต่ต้น ทั้งๆ ที่ผลที่ได้จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะเป็นข้อมูลสุขภาพที่สำคัญของบุคคล ที่จะนำมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค ทั้งยังช่วยประเมินสภาวะสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักในเรื่องสุขภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ จับต้องได้ อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ช่วยป้องกันการเกิดโรคก่อนเวลาอันสมควร จึงควรมีการเพิ่มข้อความ “การตรวจทางห้องปฏิบัติการ” ลงในมาตรานี้ เพือให้ครอบคลุมการบริการสาธารณสุข
  7. ในประเด็นการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของหน่วยบริการปฐมภูมิ (หมวด 3) ซึ่งตามร่างกฎหมายนี้จะมีระบบการตรวจสอบเพื่อควบคุมคุณภาพ ข้อเท็จจริงคือหน่วยบริการต่างๆในระบบบริการสาธารณสุข ล้วนถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานต่างๆที่กล่าวถึงข้างต้น หากร่างกฎหมายนี้มีการเพิ่มหน่วยตรวจสอบขึ้นมาอีก ก็จะเป็นภาระของหน่วยบริการ ที่จะต้องรับรอง เตรียมการรับการตรวจ  เป็นการสร้างภาระให้กับประเทศชาติโดยไม่จำเป็น
  8. การให้อำนาจกับคณะกรรมการในการสามารถเรียกหน่วยงานต่างๆมาให้ข้อมูล หรือเข้าไปตรวจสอบหน่วยบริการต่างๆ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ กรณีมีการฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา รวมทั้งสามารถสั่งให้ชำระค่าปรับทางปกครอง เป็นการให้อำนาจเกินเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่เน้นการกำหนดนโยบายและส่งเสริมพัฒนา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here