จาก PPP ถึง OUT SOURCE LAB : โจทย์หินของเทคนิคการแพทย์

0
1315

การเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับรัฐ (Public Private Partnership หรือ PPP) เพื่อประหยัดงบประมาณของภาครัฐ และสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ เป็นเรื่องที่ได้ยินมาอย่างต่อเนื่อง ภายหลัง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 4 เมษายน 2556 เป็นต้นมา ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีแนวโน้มที่จะให้เอกชนเข้ามาลงทุนในด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือ Out Source Lab แทนการบรรจุข้าราชการในสายงานเทคนิคการแพทย์

ก่อนหน้าที่ พรบ.ร่วมทุนฯ มีผลบังคับใช้ มีความพยายามของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่จะเข้ามาดำเนินการเรื่องการตรวจทางห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาลของรัฐ (หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่า “เหมาแล็บ”) มาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ว่านี้ ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง อ้างว่าทาง รพ.ขอให้บริษัทส่งข้อเสนอให้บริการจ้างเหมาแล็บ โดยทางบริษัทจะปรับระบบให้เป็นไปตามความต้องการของทาง รพ. และบริษัทจะเข้ามาทำแล็บใน รพ. โดยมีสัญญาครั้งละ 5 ปี ในกรณีที่ รพ.ต้องการส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม ทางบริษัทก็จะเป็นผู้จัดส่งให้ ทั้งนี้บริษัทที่ว่านี้จะเป็นผู้ลงทุน และปรับปรุงเครื่องมือ เพื่อให้บริการที่ดีกว่า เร็วกว่า โดยมีเวลาทำการ เป็นไปตามเวลาทำงานปกติของแล็บ รพ. และยังจัดคนอยู่เวรนอกเวลาให้ด้วย แต่มี on call charge เพิ่ม

บริษัทที่ว่านี้ ยังมีข้อเสนอด้วยว่า เจ้าหน้าที่ของบริษัทจะเป็นผู้เก็บตัวอย่างส่งตรวจจาก ward และ OPD เองทั้งหมด โดยบริษัทจะเรียกเก็บเงินจาก รพ. โดยคิดค่าธรรมเนียม 120 บาทต่อหัว และจะทบทวนค่าธรรมเนียมปีละ 2 ครั้ง สำหรับการเปลี่ยนแปลงจะเกิดจากความตกลงทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลต้องยอมให้ บริษัท รับงานจาก รพ.และคลินิกอื่นมาทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย และในกรณีที่ รพ.จะบอกเลิกสัญญา เพื่อกลับมาทำแล็บเอง ต้องแจ้งให้บริษัททราบล่วงหน้า 1 ปี และต้องไม่จ้างเจ้าหน้าที่ของบริษัทเข้าทำงานในโรงพยาบาลในเวลา 2 ปี นับแต่เลิกสัญญา

บริษัทที่ว่านี้ ได้ชี้ชวนให้เห็นว่า ทำไมโรงพยาบาลรัฐ ควรเลือกใช้บริการรับจ้างเหมาแล็บของบริษัท โดยระบุว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเป็นเจ้าของบริษัทผลิตเครื่องดื่มยี่ห้อดังที่มีชื่อเสียงทั่วโลก มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ มีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศมาเลเซียซึ่งมีประสบการณ์บริการสุขภาพถึง 30 ปี มีความเข้มแข็งด้านตรวจวินิจฉัย แล็บ เทคนิคการแพทย์ ระบบ IT และมีประสบการณ์กับผู้ป่วยมากกว่า30 ล้านราย รวมทั้งบริษัทที่ว่านี้ ยังระบุว่ามีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดแล็บในหลายๆ ด้าน ตลอดจนมีประสบการณรับเหมาแล็บทั้งของรัฐบาลและเอกชนในมาเลเซีย กว่า 20 ปี

สำหรับการบริการ บริษัทระบุว่าจะวางระบบ LIS ให้แก่ รพ.ที่ทำสัญญา โดยเชื่อมต่อไป ward เพื่อให้แพทย์สามารถดูผลได้ตลอด 24 ช.ม. และจะลงเครื่อง automate ทันสมัย เพื่อคุณภาพและความรวดเร็วของผลงาน โดยที่ทาง รพ.คู่สัญญาไม่ต้องลงทุนเครื่องมือราคาแพงนี้แต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็จะทำให้ รพ. ได้การรับรอง ISO15189 มาตรฐานแล็บระดับโลก ซึ่งทำให้แล็บ รพ. เป็นศูนย์แล็บอ้างอิงของภาคเอกชนต่อไป นั่นหมายความว่าในอนาคตจะสามารถดัด แปลง รพ. ให้เป็นผู้ให้บริการด้านแล็บ และเกิดผลกำไรได้

บริษัทที่ว่านี้ ยังได้ระบุถึงการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องบริการสาธารณะแก่ รพ. ทั้งระบบ และชี้ให้เห็นว่าบุคลากรของบริษัท มีความพร้อม ที่จะทำให้แล็บของ รพ. เป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศ เป็นศูนย์ให้บริการสุขภาพของเขต สามารถสร้างงานวิจัยการแพทย์ได้ เหมือน Clinical Medical Hub เช่น Mayo Clinic และ Memorial Sloan Kettering ผ่านกลยุทธ 3 ข้อคือ 1.สร้าง brand name ของความเป็นเลิศทางคลินิก 2.เป็นแล็บระดับอ้างอิง ทำงานจำนวนมากได้ และ 3.สนับสนุนการวิจัยทางสาธารณสุขของประเทศ

สำหรับค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลจะต้องจ่ายให้กับบริษัทนั้น จะจ่ายเฉพาะบริการที่ใช้ ซึ่งไม่มากกว่า cost per test ที่เคยจ่ายในปัจจุบัน โดยการคิด cost per test จาก จำนวนตัวอย่างใน 1 ปี หารด้วยค่าดำเนินงานของแล็บ

แม้ข้อเสนอการบริการ “เหมาแล็บ”ที่เชิญชวนของบริษัทเอกชนเช่นนี้ จะเกิดขึ้นก่อน พรบ.ร่วมทุนฯ และนโยบาย PPP ก็ตาม แต่ก็สร้างความน่าสนใจให้กับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขไม่น้อย  ยิ่งปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบาย PPP อย่างชัดเจน จนถึงขั้นแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ขึ้นมาดำเนินการด้วยแล้ว มีหรือที่กระทรวงสาธารณสุขจะไม่ตอบสนองต่อนโยบายนี้

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) เพิ่งจะประชุมกันเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจ 2 เรื่องคือ

  1. เห็นชอบร่างแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (แผนยุทธศาสตร์ PPP) พ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่งได้นำหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการจัดแผนยุทธศาสตร์ PPP โดยมีมูลค่าโครงการลงทุนรวม 1.62 ล้านล้านบาท
  2. เห็นชอบในหลักการของหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบต้นทุน ความเสี่ยง และความคุ้มค่าในการประเมินทางเลือกการลงทุน (Value for Money) ซึ่งได้มีการเทียบเคียงแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประเมินทางเลือกการลงทุนระหว่างการดำเนินการเองหรือให้เอกชนร่วมลงทุน ซึ่งจะได้พิจารณาถึงต้นทุน ความเสี่ยง และความคุ้มค่าโดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและกลั่นกรองโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนด้านสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่พัฒนานโยบายแนวทางให้เอกชนร่วมลงทุนด้านสุขภาพ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน กำหนดกรอบแนวทาง ตลอดจนทบทวนปรับปรุง ศึกษาวิเคราะห์การปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บรรลุตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐ พ.ศ.2556 และแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2558-2562 พร้อมเตรียมผลักดันโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนใน 2กิจการ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และกิจการด้านยาและอุปกรณ์การแพทย์ไปเมื่อเร็วๆ นี้ เช่นกัน  จึงมีแนวโน้มว่า ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ โรงพยาบาลของรัฐจะใช้บริการ Out Source Lab สูงขึ้น

ถึงวันนั้น นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ จะเป็นอย่างไร ? คือโจทย์หินที่ยังรอคำตอบ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here