ใครว่าเทคนิคการแพทย์ทำแต่งานแล็บ

0
989

เมื่อเอ่ยถึง “เทคนิคการแพทย์” แล้ว ภาพที่ปรากฎขึ้นในการรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ก็คือ ภาพการทำงานตรวจวิเคราะห์สารต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้แพทย์นำผลการตรวจนี้ไปใช้ในการวินิจฉัยโรค ติดตามการรักษา พยากรณ์โรค และประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งเรียกภาพการทำงานแบบนี้ว่า “การบริการด้านเทคนิคการแพทย์” 

การบริการด้านเทคนิคการแพทย์ของนักเทคนิคการแพทย์ จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้  ทักษะความชำนาญ และ ประสบการณ์ทางวิชาการสูง  เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วย ทั้งการบริการโลหิต และการตรวจวิเคราะห์หรือชันสูตรโรคในสาขาต่างๆ ได้แก่  โลหิตวิทยา  จุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก  จุลชีววิทยาคลินิก  ภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก  คลังเลือด  เคมีคลินิก   สารเสพติดและพิษวิทยา  อาชีวอนามัย   นิติวิทยาศาสตร์  อณูชีวโมเลกุล  เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์  พันธุศาสตร์  และอื่นๆ ภายใต้ระบบประกันคุณภาพและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ที่สอดคล้องกับนโยบายทุกระดับ  เพื่อให้ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ทดสอบมีความถูกต้อง  แม่นยำสูงและทันต่อเวลา เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรค ติดตามการรักษา พยากรณ์โรค และประเมินภาวะสุขภาพ ดังที่กล่าวแล้ว

ปัจจุบันภาครัฐ มีนโยบายด้านสาธารณสุขมากขึ้น เช่น ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๖๔   นโยบายด้านสุขภาพประชาชนที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพ เน้นการป้องกันโรค เพิ่มศักยภาพของ รพ.สต.ให้สามารถตรวจและรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ นโยบายการคัดกรองโรคปัญญาอ่อนในเด็กแรกเกิด  โรคไต  โรคธาลัสซีเมีย ฯลฯ รวมถึงโรคทางอาชีวอนามัย  นโยบายการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ให้ได้รับยาต้านไวรัสในโรงพยาบาลทุกระดับ  นโยบายการป้องกันและควบคุมโรคตับอักเสบจากไวรัส และ นโยบายด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดของชาติ   นโยบายคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ซึ่งนโยบายสารพัดนโยบายของรัฐเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศเป็นกลไกหลักสำคัญในการขับเคลื่อน ไม่แพ้วิชาชีพทางสุขภาพอื่นๆ ส่งผลให้ภาระงานของเทคนิคการแพทย์มีมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล

ใครจะรู้บ้างไหมว่า นอกเหนือจากงานบริการด้านเทคนิคการแพทย์ที่เป็นงานหลักและการสนองนโยบายสารพัดนโยบายแล้ว นักเทคนิคการแพทย์ยังมีงานวิชาการอื่นๆ ที่ต้องทำควบคู่ไปอีกชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ งานสอบเทียบเครื่องมือและบำรุงรักษาเครื่องตรวจวิเคราะห์ต่าง ๆ ทั้งของโรงพยาบาลและเครือข่าย  งานควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ทั้งภายในและภายนอกห้องปฏิบัติการ รวมถึงหน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น รพ.สต.   งานสนับสนุนในภาวะฉุกเฉิน  เช่น กรณีมีโรคระบาด แผ่นดินไหว น้ำท่วม   งานบริการชุมชน งานการเรียนการสอน งานพัฒนาคุณภาพ  งานวิชาการ  และวิจัย  

นอกจากนี้ นักเทคนิคการแพทย์ ยังต้องทำงานบริหารที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ  เช่น การจัดทำแผนงาน/โครงการ  การนิเทศติดตามงาน  การประเมินควบคุมกำกับงาน งานบริหารวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ การตัดสินใจแก้ไขปัญหาในงานเทคนิคการแพทย์ และการติดต่อประสานงานต่างๆ อีกด้วย

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ แทบจะตกอยู่บนบ่าของนักเทคนิคการแพทย์เพียง ๑-๒ คน ในโรงพยาบาลเล็กๆ เท่านั้น ถ้าเป็นโรงพยาบาลใหญ่ก็อาจมีคนช่วยทำงานมากหน่อย แต่ภาระงานก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณอยู่ดี

จะเห็นได้ว่า ภาระงานของนักเทคนิคการแพทย์ในปัจจุบันมีมากกว่างานตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ด้วยข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง จึงทำให้ภาระงานกับคนทำงานไม่สมดุลกัน แต่ก็ต้องพยายามบริหารจัดการทุกอย่างภายใต้ข้อจำกัดนี้ให้ได้

วันนี้ นักเทคนิคการแพทย์ นอกจากจะต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามลักษณะการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ ที่คลุกคลีกับเชื้อโรคสารพัดชนิดแล้ว ยังต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนต่อผลการรักษา การตรวจวินิจฉัย การตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ตลอดเวลา เช่น การตรวจเอชไอวี  หรือ ความเสี่ยงในการขึ้นเป็นพยานการตรวจสารเสพติด  เป็นต้น เพิ่มขึ้น  รวมถึงจะต้องเผชิญกับแรงกดดันในเรื่องภาระงานที่มากเกินกำลังคนที่มีอยู่ ตลอดจนแรงกดดันในเรื่องความมั่นคงก้าวหน้าในสายงาน และความเหลื่อมล้ำเรื่องค่าตอบแทนหรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับวิชาชีพ เมื่อพิจารณาตัวแปรด้านระดับวิชาชีพ(Professional level) ที่เป็นระดับ ประเภทหรือลักษณะเดียวกัน ซึ่งควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันอีกต่างหาก

ทำงานสารพัดชนิด ทั้งหนัก-เหนื่อย-เสี่ยง จนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก ขณะที่ความมั่นคงก้าวหน้าแทบมองไม่เห็น แถมยังถูกเอาเปรียบเรื่องค่าตอบแทนอีก ไม่อึดจริง ไม่ใช่“เทคนิคการแพทย์” ?           

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here