GIGO ข้อมูลขยะ

เห็นข่าวความสับสนเรื่องตัวเลขข้อมูลต่างๆ ที่ยกขึ้นมาอ้างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขสำคัญๆ ของวิชาชีพเรา แล้วนึกถึงคำๆ หนึ่ง ที่เขามักใช้กันในแวดวงคอมพิวเตอร์ หรือยุค IT ที่สามารถหาข่าวสารต่างๆ กันได้อย่างง่ายดาย คำนั้นคือ Garbage In, Garbage Out ก็เลยขอนำมาเล่าสู่กันครับ

Jeff ซึ่งเป็น webmaster ของ coocooforclocksblog.com เสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน blog ของเขา ผมอ่านแล้วเห็นว่าเข้าท่าดีจึงขอนำมาแปลและย่อความให้อ่านกัน

วลี “ใส่ขยะเข้าไป ก็ได้ขยะออกมา Garbage in, garbage out (GIGO)” เกิดขึ้นในยุคแรกๆ ของคอมพิวเตอร์ ผู้สร้างคำนี้คือ George Fuechsel ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์และผู้สอนของ IBM ในยุคต้นๆ เขาใช้คำนี้เพื่อเตือนนักเรียนว่า คอมพิวเตอร์มีหน้าที่เพียงจัดการกับสิ่งที่มันถูกป้อนให้ เช่นถ้าคุณใส่สมการทางคณิตศาสตร์ที่ผิดๆ ไปในคอมพิวเตอร์ ตำตอบที่ได้ก็ไม่มีทางถูกต้อง และหากป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องให้กับโปรแกรม คำตอบที่ได้จะไม่เป็นสารสนเทศที่ดี

ปัจจุบันคำนี้ใช้กันแพร่หลายในวงการคอมพิวเตอร์ศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ GIGO อาจถูกนำมาอ้างถึง ในสถานการณ์โลกแห่งความเป็นจริง ที่มีการตัดสินใจผิดพลาด เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารที่ไม่ครบถ้วน

ในความคิดของผู้เขียน (Jeff) มันน่าจะหมายรวมถึงคอมพิวเตอร์ในตัวคุณ ที่เรียกว่า “สมอง” และ “ขยะ” ที่เรารับมันเข้าไปทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์หรือภาพยนตร์ สมองของคุณดูดซับทุกอย่างที่คุณเห็นและได้ยิน หากคุณไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อคุณ แสดงว่าเงินเป็นล้านๆ ที่จ่ายเพื่อการโฆษณาตามในสื่อต่างๆ นั้นไม่ได้ผล แต่ความจริงก็คือพวกนักโฆษณาใช้ทุกวิธีการเพื่อให้เราซื้อสินค้าของพวกเขา

ตัวอย่างของผลจากสื่อคือ มีรายงานนับพันเรื่องที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรุนแรงในสื่อ กับพฤติกรรมรุนแรง ซึ่งเราทุกคนยกเว้นพวกวัยรุ่นที่เห็นด้วย ที่จริงแล้ว ประจักษ์พยานจากงานวิจัยนั้นมีนับคณา วิทยาลัยกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐฯกล่าวว่า “มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงในสื่อสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ชินชาต่อความรุนแรง ฝันร้าย และกลัวถูกทำร้าย” การดูรายการที่แสดงความรุนแรง จะเชื่อมโยงกับความรู้สึกไม่สงสารผู้อื่น

เด็กทั่วไป เมื่อมีอายุ 18 จะได้เห็นการกระทำที่รุนแรง 200,000 ครั้ง และฆาตกรรม 16,000 ครั้ง เราพบว่าสองในสามของรายการโทรทัศน์มีความรุนแรงแบบใดแบบหนึ่ง คุณประโยชน์ที่เราเห็นจากโทรทัศน์และสื่ออื่น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กๆ ได้รับเสียแล้ว

คำถามของผู้เขียนคือ แต่ละวัน คุณได้จัดโปรแกรมให้แก่สมองอย่างไร และคุณได้ปล่อยให้เด็กๆ จัดโปรแกรมแก่สมองพวกเขาอย่างไร ไม่ได้หมายถึงสื่อ แต่หมายถึงกระบวนการรวมทั้งหมด ถ้าหากเราเอาขยะใส่สมอง ทุกวันทุกชั่วโมง ยกเว้นเวลาหลับและเวลาจำเป็นอื่น แล้วเราจะคาดหวังสิ่งดีๆ จากสมองได้อย่างไร

บรรทัดสุดท้ายที่ขอกล่าวคือ สิ่งที่เราใส่ไปในจิตใจมีผลต่อเรามากกว่าที่คิด ถึงเวลาที่เราต้องเฝ้าดูอย่างละเอียดแล้วว่า เราต้องการใส่อะไรเข้าไป หรือว่าเราอยากจะเป็นถังขยะ .. คุณสามารถเลือกได้.

เพื่อขานรับการเป็นสมาชิกประเทศ AEC ที่อยากให้เราคล่องภาษาอังกฤษ ผมจึงขอนำต้นฉบับที่ Jeff เขียน มาลงให้อ่านด้วย ดังนี้ 

The phrase “Garbage in, garbage out” (GIGO), comes to us from the computer science and mathematics world. George Fuechsel, an early IBM programmer and instructor, is the person generally credited with coining it.  He used this catchy phrase as a concise way of reminding his students that a computer just processes what it is given.  For example, if you were to put a mathematical equation into a computer that is improperly stated, the answer is unlikely to be correct.  And if incorrect data is input to a program, the output is unlikely to be informative.
Now this term is widely used in computer science classes, IT services and elsewhere.  GIGO is sometimes used to refer to a situation in the analog world, such as a faulty decision made as a result of incomplete information.
However, my concern at the moment is not with the computer world.  It is, rather, with that computer called your brain, and the garbage that we allow into it every day.  Whether it be through television, the internet, magazines or movies, your brain is absorbing everything that you see and hear.   And if you don’t think that this is influencing you in any way, then maybe the billions of dollars that is spent in advertising every year in these media is ineffective. But the truth is, the advertisers use all of these because it does cause you and me to buy their products.
As an example of how media affects us, there have been literally thousands of studies about whether there is a link between media violence and violent behavior.  All but 18 have answered yes.   In fact, the evidence from the research is overwhelming. According to the American Academy of Pediatrics: “Extensive research evidence indicates that media violence can contribute to aggressive behaviors, desensitization to violence, nightmares and fear of being harmed.”  Watching violent shows is also linked with having less empathy toward others.
The average child, by the time he or she is 18, will see 200,000 violent acts and 16,000 murders. And we know that two-thirds of all programming that we see today contains violence in some form.  Not to mention, many of the values that we see on television and in the media do not in any way reflect the values that most parents want their children to learn.
My question is, how are you programming your brain every day? And how are you allowing your children to program their brains?   I am not just talking about the media, though it is an integral part of the process. If, every day, around the clock, except for sleeping and other necessities, we are putting in garbage, how can we expect to get anything of value to come out of our brains?
The bottom line is, what we put into our minds does affect us profoundly in ways that we may not realize.  Isn’t it time we start monitoring more closely what we want in there?   Or do we really want to be garbage cans? The choice is ours!”

เราสามารถเอาเรื่อง GIGO มาเชื่องโยงกับเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเลี้ยงลูก ชีวิตครอบครัว การเมือง งานก่อสร้าง เรื่องสุขภาพ เรื่องเพื่อน และอื่นๆ

ในเรื่องงานของเทคนิคการแพทย์ คุณจะพบ GIGO ได้ตลอดเวลา หากไล่กระบวนการที่เราคุ้นเคยกัน จาก Pre-analytic phase ไปจนถึง Post-analytic phase จะมี input และ output กันเป็นทอดๆ หาก input ของขั้นตอนใดมีขยะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ออกมา ย่อมมีขยะปะปนอยู่ไม่มากก็น้อย

ตัวอย่างในแวดวงเทคนิคการแพทย์ที่เรามองข้าม GIGO ไปเช่น เราพัฒนากระบวนการตรวจวิเคราะห์อย่างดี ใช้อุปกรณ์ไฮเทค มีผลการควบคุมคุณภาพภายในที่สวยมาก แต่ผลการตรวจกลับไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้ใช้ผลงาน เพียงเพราะ “ขยะ” ที่เราคาดไม่ถึง มันอยู่ในสิ่งส่งตรวจที่เราไม่ใส่ใจในการเตรียมตัวผู้ป่วย การเก็บตัวอย่าง และการติดฉลาก เป็นต้น

ข้างล่าง เป็นภาพข่าวที่หน่วยงานแห่งหนึ่ง ทำการตรวจคัดกรองสารเสพติดในปัสสาวะของบุคลากร คุณผู้อ่านมองเห็นโอกาสที่จะพบ GIGO ในกิจกรรมนี้ไหม

สำหรับคนทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้วิชาชีพฯ ข้อคิดเรื่อง GIGO คือ ไม่ว่าคุณจะมีความเสียสละและเจตนาดีแค่ไหน

  1. ในการทำงาน สร้างสรรค์อะไรก็ตาม เมื่อใส่ความผิดพลาด หรือความไม่ใส่ใจอะไรลงไป จะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็ย่อมจะผิดพลาด
  2. ในทางกลับกัน อยากจะให้อะไรออกมาดี อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องใส่อะไรดีๆ ความตั้งใจ ความรอบคอบมากๆ ลงไป

อย่าบอกนะว่า ฉันเสียสละขนาดนี้ เงินทองก็ไม่ได้ มาคอยจ้องจับผิดกันอยู่ได้ อยากให้ได้ดั่งใจก็มาช่วยกันสิ

สวัสดีครับ.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here