การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการควบคุมโรคและปัจจัยเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน

0
208

ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง  ระดับน้ำตาลที่สูงจะส่งผลต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้เกิดภาวะแทรก ซ้อน ต่างๆ เช่น ผลต่อเส้นเลือดที่ตา ทำให้ตาพร่ามัวหรือตาบอดได้  ผลต่อเส้นเลือดที่ไต ทำให้การทำงานของไตผิดปกติ เกิดภาวะไตวาย ผลต่อเส้นเลือดที่หัวใจ ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบตัน เส้นเลือดแตก  ผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดภาวะปลายเส้นประสาทอักเสบ ผลต่อเส้นเลือดบริเวณปลายมือปลายเท้าทำให้เกิดแผลที่เท้าได้ง่ายขึ้น ผลต่อเส้นเลือดที่สมอง ทำให้เป็น อัมพาตได้

ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงดังกล่าว ผู้ป่วยเบาหวานทุกรายจำเป็นต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน ตามระยะเวลา ดังนี้

  1. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (FBS) ทุก 1-3 เดือน และควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วง 80-130 mg/dl ทุกครั้งที่ตรวจ
  2. ตรวจวัดความดันโลหิตทุก 1-3 เดือน ค่าความดันโลหิตที่เหมาะสมของผู้ป่วยเบาหวานควรน้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท ส่วนผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตร่วมด้วย ควรควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท ถ้าไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของการรักษา
  3. ตรวจน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1C) ทุก 3-6 เดือน ค่าที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเที่เป็นโรคเบาหวานในระยะเวลาไม่นานและยังไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ควรน้อยกว่า 7.0% ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าขณะที่ผู้ป่วยอยู่บ้าน สามารถควบคุมเบาหวานไว้ได้ดีหรือไม่ หากควบคุมไว้ได้ดี  ก็จะลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ลง ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อยหรือมีโรคร่วมหลายโรค หรือโรคแทรกซ้อนรุนแรง ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมเป้าหมายไม่ควรน้อยกว่า 7.0%
  4. ตรวจไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride;TG) อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง ค่าที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรน้อยกว่า150 mg/dl
  5. ตรวจไขมันไขมันแอลดีแอล (LDL)  อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง ค่าที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรน้อยกว่า100 mg/dl ถ้ามีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจหลายอย่างร่วมด้วย ควรควบคุมให้ระดับไขมัน LDL น้อยกว่า 70 mg/dl
  6. ตรวจไขมันเอชดีแอล (HDL) อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง ค่าที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควร ชายควรมากกว่า 40 mg/dl ส่วนหญิงควรมากกว่า 50mg/dl ทั้งนี้ระดับไขมันเอชดีแอลที่มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้ง่าย
  7. ตรวจอัลบูมินในปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และควรตรวจไม่พบอัลบูมิน หากตรวจพบบ่งชี้ภาวะโรคไต
  8. ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะมากกว่า 5 เซลล์/HPF ในปสสาวะที่ไดรับการปน และไมมีสาเหตุที่สามารถทําใหเกิดผลบวกปลอม ถือไดวามีความผิดปกติ
  9. ตรวจการทำงานของไต โดยตรวจสารครีอาตินีน (Creatinine;Cr) ในเลือดและคำนวนหาอัตราการกรองผ่านไต (eGFR) อย่างน้อยปีละ1 ครั้ง โดยอัตราการกรองผ่านไตควรมากกว่า 60 ml/min/1.73 m2 หากอัตราการกรองของไตลดลงต่ำกว่าค่าที่ควรจะเป็นต่อเนื่องกันเกิน 3 เดือน บ่งชี้ภาวะโรคไตเรื้อรัง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สะดวกจะเข้ารับบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาล  สามารถเข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อติดตามการควบคุมเบาหวานและปัจจัยเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ที่คลินิกเทคนิคการแพทย์ทั่วประเทศ 

นอกจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่กล่าวถึงข้่างต้นแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจจอประสาทตา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และผลควรอยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งควรตรวจเท้าอย่างละเอียดปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการการเกิดแผลที่เท้าและผลการตรวจควรปกติ หากผลการตรวจพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลที่เท้า ควรตรวจติดตามทุก 3-6 เดือน ขึ้นกับระดับความเสี่ยง

หากผู้ป่วยเบาหวานทุกราย ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และตรวจประเมินความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนตามระยะเวลาที่เหมาะสม  การเป็นโรคเบาหวานก็จะกลายเป็นเรื่องที่ “เอาอยู่” และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ข้อมูลอ้างอิง

  • แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560 (Clinical Practice Guideline for Diabetes 2017)
  • แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด พ.ศ.2559 
  • คําแนะนําสําหรับการดูแลผูปวยโรคไตเรื้อรังกอนการบําบัดทดแทนไต พ.ศ. 2558

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here