คำถามที่ควรจะถามผู้สมัคร และผู้สมัครควรจะต้องตอบ

1
196

นับตั้งแต่คณะกรรมการเลือกตั้งนายกสมาคมเทคนิคการแพทย์ฯ ประกาศรายชื่อพร้อมหมายเลขของผู้สมัคร ว่ามี 2 คน คือ ดร.ทนพญ.สลักจิต ชุติพงษ์วิเวท หมายเลข 1 และ ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ หมายเลข 2 เมื่อค่ำวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ต้องถือว่าปี่กลองในทางการเมืองของวิชาชีพดังขึ้นแล้ว

แม้บางคน จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “การเมือง” กับวิชาชีพ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่ากระบวนการเลือกตั้ง และการหาเสียงของผู้สมัครและผู้สนับสนุนที่กำลังดำเนินอยู่นี้ เป็นเรื่อง “การเมือง” แน่นอน

ในการเลือกตั้ง ไม่ว่าระดับใด ย่อมจะต้องมีผู้แสดงตนทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย ในการสนับสนุนผู้สมัครที่เห็นว่าเหมาะสมที่จะได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิด หรือแปลกประหลาดอะไร ที่ “ใครบางคน” จะ “เปิดหน้าชก” ว่าตนเองสนับสนุนใคร โดยเอาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของตนเองเป็นเครื่องรับรอง

สื่อสังคมออนไลน์ ทั้ง Facebook และ Line ดูจะเป็นช่องทางการหาเสียงที่ถูกนำมาใช้งานมากที่สุด เพราะส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย และกระจายข่าวได้ในวงกว้างเพียงเสี้ยววินาที ขณะเดียวกันก็สามารถหยั่งความนิยม และความรู้สึกนึกคิดของผู้รับข่าวสารได้ในเวลาเดียวกันด้วย

ด้วยความที่เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของสื่อได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งใคร เราจึงเห็นใครๆ หลายคนทำหน้าที่สื่อสารความคิดเห็นเรื่องการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ที่กำลังจะมีขึ้นอย่างหนาตาในช่วงเวลานี้  และ “ใครอิีกบางคน” ก็ยังได้ตั้งคำถามผ่านสื่อสาธารณะ เพื่อถามผู้สมัครด้วยเช่นกัน

คำถามต่างๆ เหล่านี้ หากไม่ถูกกลั่นกรองให้รอบคอบ ก่อนตั้งคำถามสู่สาธารณะ แทนที่จะเป็นการส่งเสริมบรรยากาศการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์  ก็อาจเป็นการชี้นำ และก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้สมัครไปอย่างไม่ตั้งใจ

กรณีที่มีการตั้งคำถามถึงผลงานของนายกสมาคมฯ ว่าที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างไร ต่อผู้สมัครที่ยังเป็นนายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน กับคำถามที่ถามถึงผู้สมัครอีกท่าน ว่ามีดีอะไร จะเข้ามาทำอะไร โดยที่ผู้สมัครท่านนั้นไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเห็นคำถาม หรือเข้ามาตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ค นั้น  ก็อาจจะเป็นประเด็นให้ต้องถกเถียงกันว่า คำถามต่อสาธารณะในลักษณะนี้ เหมาะสมอย่างไรหรือไม่ และจะส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากน้อยเพียงไร

ต้องไม่ลืมว่า การถามถึงผลงานในอดีต ต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างกันระหว่างผู้สมัครทั้งสองท่านด้วย ถ้าถามถึงผลงานในสมาคมฯ ผู้สมัครที่ไม่ได้เป็นนายกสมาคมฯมาก่อน จะตอบได้อย่างไร เช่นเดียวกัน ถ้าถามถึงผลงานในกระทรวงสาธารณสุข ผู้ทีไม่ได้คลุกคลีกับงานในกระทรวงฯ ชนิดที่เข้าถึงผู้บริหารระดับสูงมาก่อน ก็ยากที่จะตอบเช่นกัน

ยิ่งไปตั้งคำถามว่า “มีดีอะไร” และท้าทายว่า “กล้าตอบมั้ย” ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะผู้สมัครย่อมจะต้องประเมินตัวเองแล้วว่า “มีดี” พอที่จะถูกเลือกได้ จึงตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้

หากผู้ตั้งคำถามนี้ ได้ทราบภูมิหลังของผู้ที่ถูกถามแล้ว ก็คงจะตอบตัวเองได้ไม่ยากว่าผู้สมัครท่านนี้ “มีดีอะไร”  

คำถามสาธารณะที่ควรจะถามผู้สมัครทั้งสองท่านให้เป็นประโยชน์กับสังคมการสื่อสาร จึงไม่ควรเป็นคำถามถึงผลงานในอดีตว่าทำอะไรมาบ้าง เพราะแต่ละท่านมีภูมิหลังและบริบทที่ต่างกัน ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ แต่ควรจะถามถึงการนำพาวิชาชีพในอนาคต ว่าจะเดินไปในทิศทางไหน อะไรคือปัญหาอุปสรรค และภัยคุกคามของวิชาชีพ ที่จะต้องหาทางแก้ไขป้องกัน และมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาวิชาชีพให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร มากกว่า

คำถามเช่นนี้ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครท่านใด แต่เป็นการตั้งคำถามถึงอนาคตของวิชาชีพ ที่จำเป็นต้องฝากไว้กับผู้นำองค์กรวิชาชีพ ในการถือธงเดินนำให้วิชาชีพไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

ผู้สมัครทั้งสองท่าน  ควรจะได้รับโอกาสในการตอบคำถามนี้อย่างเท่าเทียมกัน สังคมจะได้รับทราบวิสัยทัศน์ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะลงคะแนนเลือกใครมาเป็นผู้นำองค์กรวิชาชีพ ในการเลือกตั้งนายกสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยฯ ที่กำลังจะมีขึ้นนี้

 

1 ความคิดเห็น

  1. ใครคือคนที่จะตอบว่าอะไรควรไม่ควร….คนที่จะตัดสินได้มีวุฒิภาวะแค่ไหน?มีเครดิตอะไรในสังคมอาจเป็นแค่สื่อที่เอียงข้างซึ่งหลายคนก็รู้ว่าไม่ได้วางตัวเป็นกลาง!!!!!

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here