เมา/ไม่เมา ดูกันอย่างไร

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ  – นิราศภูเขาทอง

พอพ้นวันเข้าพรรษา หรือสมัยนี้เขาเรียกว่าเทศกาลพักตับ คอสุราก็กลับมาเฮกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เลยขอเสนอมุมมองของเทคนิคการแพทย์ตามประสา “คิดนอกกรอบ” ว่าเมา/ไม่เมา จะดูกันอย่างไร

เว็บของมูลนิธิเมาไม่ขับ (www.ddd.or.th) กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรุปโทษของการดื่มสุราไว้ 6 ประการ คือ

  1. ทำให้เสียทรัพย์ เพราะไหนจะต้องซื้อเหล้ามาดื่มเอง ไหนจะต้องเลี้ยงเพื่อน งานการก็ไม่ได้ทำ ดังนี้แม้เป็นมหาเศรษฐี ถ้าติดเหล้าก็อาจจะล่มจมได้
  2. ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท เพราะกินเหล้าแล้วขาดสติไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จะเห็นได้ว่าในวงเหล้ามักจะมีเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทงอยู่เสมอ เพื่อนรักกันพอเหล้าเข้าปากประเดี๋ยวเดียวก็ฆ่ากันเสียแล้ว
  3. ทำให้เกิดโรคหลายอย่าง ทั้งโรคตับแข็ง โรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตในสมองแตก โรคทางระบบประสาท ฯลฯ
  4. ทำให้เสียชื่อเสียง เพราะไปทำสิ่งที่ไม่ดีเข้า ใครรู้ว่าเป็นคนขี้เมา ก็จะดูถูกเหยียดหยาม ไม่มีใครไว้วางใจ
  5. ทำให้แสดงอุจาดขาดความละอาย พอเมาแล้วอะไรที่ไม่กล้าทำ ก็ทำได้ จะนอนอยู่กลางถนน จะเอะอะโวยวาย จะถอดเสื้อผ้าในที่สาธารณะ ทำได้ทั้งนั้น
  6. ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย พอเมาแล้ว จะคิดอะไรก็คิดไม่ออก อ่านหนังสือก็ไม่ถูก พูดจาวกวน พอดื่มหนักๆ เข้าอีกหน่อยก็กลายเป็นคนหลง ลืม ปัญญาเสื่อม

ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้พฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนไป บล็อกของ yimjaa (http://yimjaa.exteen.com/20110920/entry-1) บอกว่า สถาบันด๊อกเตอร์มาร์ตินได้แบ่งระดับความเมาเหล้าของมนุษย์ไว้ 5 ระดับ ด้วยกันคือ

ระดับที่ 1: SMART (ฉลาด) เมื่อคนดื่มเหล้าเข้าไปเมาจนถึงระดับนี้ซึ่งเป็นระดับแรก จะรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล และมักจะชอบเผื่อแผ่ความรู้ให้ทุกๆ คนในบาร์ (สมัยนี้อาจในเฟสหรือในไลน์) ความเป็นจริงทุกอย่างในจักรวาลจะถูกนำออกมาเปิดเผยหมด ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไรคุณจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นพอดิบพอดี และคุณจะรู้สึกว่าทุกๆ อย่างที่คนอื่นพูดมาจะเป็นเรื่องผิดไปหมด ไม่ตรงกับข้อมูลที่คุณมี จึงจะมีการเริ่มตั้งข้อโต้แย้งต่างๆ กัน

ระดับที่ 2: GOOD LOOKING (ดูดี) คุณจะเริ่มค้นพบว่าคุณมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีที่สุดในละแวกนั้น และทุกๆ คนเริ่มที่จะหันมาสนใจคุณเพราะคุณดูดี แน่นอนคุณสามารถเดินไปคุยกับทุกๆ คนได้ทุกๆ เรื่องด้วย เพราะคุณทั้งดูดี และฉลาด

ระดับที่ 3: RICH (รวย) เมื่อเมาถึงระดับนี้คุณจะค้นพบว่าตัวเองนั้นมีเงินมหาศาล คุณสามารถที่จะเลี้ยงเหล้าทุกคนในบาร์ได้ เพราะคุณมีเงินมหาศาล (ผมเคยเห็นเพื่อนบางคนแลกแบ็งค์ร้อยแบ็งค์ยี่สิบไว้เป็นฟ่อนก่อนชวนไปกินเหล้าเคล้านารี) และถ้าใครพูดอะไรผิดหูคุณสามารถที่จะท้าพนันได้ทุกเรื่องเพราะคุณยังฉลาดกว่าด้วย นอกจากนี้คุณยังดูดีมากๆ ด้วย

ระดับ ที่ 4: BULLET PROOF (คงกระพัน) เมื่อเมาถึงระดับนี้ตัว คุณจะมีวิชาคงกระพันแก่กล้ากว่าคนทั่วไป และพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกับทุกๆ คนได้ เพราะไม่มีใครจะทำอันตรายคุณได้ คุณสามารถท้าพนันตีต่อยกับเพื่อนคุณก็ได้ และคุณก็ไม่กลัวแพ้ด้วยเพราะว่าคุณทั้งฉลาด, ทั้งดูดี, ทั้งรวย และต่อสู้เก่งระดับนักมวยอาชีพ

ระดับ ที่ 5: INVISIBLE (หายตัว) ระดับความเมาสุดยอด คุณต้องดื่มมากจึงจะเมาถึงระดับนี้ได้ ด้วยความเมาที่ระดับนี้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีใครเห็นคุณ จะไปเต้นรำบนโต๊ะ, แหกปากร้องเพลงกลางถนน, ไล่ตีหัวคนอื่นก็ทำได้เพราะไม่มีใครเห็นคุณ

ที่กล่าวมาข้างบนเป็นฤทธิ์ของสุราทางจิตใจ แต่ในทางการแพทย์จัดความเมาเป็นลำดับต่างๆ ตามระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ในเว็บ http://www.siamhealth.net/public_html/Health/good _health_living/ alcohol/ abuse.htm  บอกไว้ตามตารางนี้

ถ้าไม่อยากอาศัยแล็บ อาจตรวจโดยสังเกตอาการคือ

  • กลิ่นสุราจากลมหายใจ เสื้อผ้า
  • การเดินไม่ตรงทาง
  • พูดจาอ้อแอ้ไม่มีความหมาย
  • ขับรถเร็วหรือช้าโดยไม่มีเหตุผล
  • การขับรถความเร็วไม่คงที่
  • การหยุดรถไม่ถูกจังหวะหรือไม่เรียบร้อย
  • การแซงไม่ถูกจังหวะ
  • ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร
  • ไม่เปิดไฟเมื่อขับรถกลางคืน
  • ขับรถส่ายไปมา
  • เปลี่ยนช่องทางจราจรบ่อยๆ

มูลนิธิเมาไม่ขับ เสนอบัตรยังชีพ เพื่อทดสอบความเมาไว้ วิธีการทดสอบตามภาพ ลองดูนะครับ

ตามกฎหมายจราจรทางบก จะถือว่าเมาเมื่อระดับแอลกอฮอล์มากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่โดยความเป็นจริง แต่ละคนจะแสดงอาการเมามากน้อยไม่เหมือนกัน ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกเยอะ เช่น ปริมาตรของร่างกาย ความเคยชิน เช่นผู้ติดสุราเรื้อรัง อาจกินเหล้าจนมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดถึง 200 mg/dL แต่เดินตรงแหนว พูดจาเป็นปกติ (เมาหรือไม่เมาก็พูดแบบนี้)

นอกจากการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด โดยเจาะเลือดไปวัดปริมาณเอทานอลแล้ว ยังมีการวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจ โดยเขามีผลการวิจัยว่าปริมาณเอทานอลในลมหายใจออก มีความสัมพันธ์กับปริมาณเอทานอลในเลือด และใช้สมการความสัมพันธ์นี้ ใส่ไปในเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ เพื่อให้เป่าแล้ว ผลจะออกมาเป็น ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ซึ่งความถูกต้องแม่นยำและความจำเพาะของเครื่องที่ว่านี้ ขึ้นกับหลักการวัด การชดเชยอุณหภูมิขณะใช้งาน ฯลฯ หากใช้เพียงตัดสินว่า มากกว่าหรือน้อยกว่า 50 เขาก็เพียงต้อง calibrate ค่าที่ 50 ให้ถูกต้อง (ผมเคยอมลูกอมที่มีเมนทอล ไปลองเป่าดู มันอ่านได้ราว 5)

ในแง่การบังคับใช้กฎหมายนั้น ถือว่าการขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ และสั่งให้ทดสอบว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นได้

เว็บปรึกษาเรื่องกฎหมาย (http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2-%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94) เสนอข้อมูลจาก บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การทดสอบการเมาสุราของผู้ขับขี่โดยวิธีการตรวจวัดจากเลือด – คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๑๐ – เรื่องเสร็จที่ ๙๗๗/๒๕๔๗) ดังนี้

การทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุราหรือไม่นี้ จะกระทำโดยให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด โดยใช้วิธีการตามลำดับ คือ ตรวจวัดลมหายใจ ตรวจวัดจากปัสสาวะ และตรวจวัดจากเลือด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องตรวจวัดลมหายใจก่อน ถ้าไม่สามารถทดสอบโดยวิธีตรวจวัดลมหายใจได้ จึงให้ใช้วิธีการตรวจวัดจากปัสสาวะและตรวจวัดจากเลือด (กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒)

คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๑๐ ให้ความเห็นว่า การเจาะเลือดและการตรวจเลือดเป็นการกระทำต่อร่างกายของบุคคลซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลตามที่มาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ และในหลักทั่วไปของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม การกระทำต่อร่างกายของผู้ป่วยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการช่วยชีวิตของผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น การเจาะเลือดที่กระทำต่อร่างกายของผู้ขับขี่ก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ขับขี่ด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรา ๑๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นแม่บทของการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ไม่ได้กล่าวถึงการเจาะเลือดไว้ ดังนั้นก็เกินอำนาจที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๒

เมื่ออ่านความเห็นข้างต้นนี้แล้วก็อย่าเข้าใจไปว่าการตรวจวัดแอลกอฮอล์ของผู้ขับรถกระทำไม่ได้นะครับ ยังทำได้ แต่ต้องทำโดยการตรวจวัดลมหายใจหรือตรวจปัสสาวะเท่านั้น การเจาะเลือดยังทำไม่ได้จนกว่าจะแก้กฎหมายแม่บทเสียก่อน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๑๑ ก็ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ถ้าต้องการให้มีอำนาจตรวจเลือดเช่นว่านี้แล้ว ก็ต้องแก้ไขมาตรา ๑๔๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทดสอบผู้ขับขี่โดยกำหนดให้มีการเจาะเลือดไว้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันวิชาการด้านตรวจภาวะติดสุราก้าวหน้าไปมาก เรามี test ทางแล็บหลายตัวที่ใช้ชี้ว่าบุคคลนั้น ดื่มเหล้ามาหรือไม่ นอกจากวัดระดับเอธานอลโดยตรงในตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ น้ำลาย และลมหายใจ ซึ่งจะตรวจไม่พบหลังจากร่างกายขจัดแอลกอฮอล์ออกใน 24 ชั่วโมงแล้ว ยังมี blood marker ชื่อ Gamma glutamyl transferase (GGT) และ Carbohydrate deficient transferrin (CDT) ซึ่งคลินิกอดเหล้า (Alcoholic Anonymous: AA) ในต่างประเทศนิยมใช้บ่งบอกว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดการเสพสุราเรื้อรัง ได้หวนกลับไปดื่มสุราอีกหรือไม่

ขอยกข้อมูลการตรวจแล็บ กรณีเสพสุราเรื้อรัง (Alcohol Abuse) จากเว็บแล็บของต่างประเทศที่มีชื่อในเรื่องพิษวิทยา คือ http://www.arupconsult.com/Topics/AlcoholAbuse.html มาให้ทราบกัน ดังนี้

ถ้าต้องการตรวจแบบกรอง (Screening) การตรวจ Ethanol (จากเลือด ลมหายใจ หรือปัสสาวะ) จะเป็นวิธีที่ดีสำหรับบอก acute alcohol intoxication โดยค่าตัดสินในเลือด >150 mg/dL และไม่มีอาการมึนเมา และหากได้ค่า >3000 mg/dL โดยที่ไม่เสียชีวิต แสดงว่าเป็นผู้ติดสุรา

ถ้าต้องการติดตามการรักษา (Monitoring) การตรวจ CDT จะเหมาะกับการติดตามการอดเหล้า

Lab finding อื่น กรณีเสพสุรามีดังนี้

CBC – MCV อาจเป็น macrocytosis แต่ไม่จำเพาะ และอาจไม่ขึ้นในรายขาดวิตะมิน B12 และ folate การสูบบุหรี่ และ hypothyroidism ค่า MCV จะกลับเป็นปกติในเวลา 2-4 เดือนหลังจากอดเหล้าแล้ว

Liver function tests – หาก AST/ALT ratio >2 อาจมาจากการดื่มเหล้า แต่ก็อาจไม่ขึ้น เพราะไม่ไวและไม่จำเพาะพอ

GGT – จัดว่ามีความไว และราคาไม่แพง เมื่อดื่มเหล้าปานกลาง (<60 กรัมต่อสัปดาห์) อาจให้ค่าสูงกว่าผู้อดเหล้า การทดสอบนี้อาจไม่ไวสำหรับผู้มีอายุน้อย และสำหรับผู้มีอายุมาก ถึงไม่เสพสุรา ค่าก็จะสูงตามอายุ จึงถือว่าไม่มีความจำเพาะเพียงพอ GGT จะขึ้นสูงในผู้มี fatty liver, พิษจากยา หรือโรคตับอื่นๆ ค่า GGT ในผู้หยุดเสพสุรา จะลดเป็นปกติในเวลา 2-3 สัปดาห์

CDT – พบว่าค่าสูงขึ้นในผู้ดื่มเหล้า >40 กรัมต่อวัน เป้นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จัดว่ามีความไวสูง เหมาะกับชายอายุเกิน 40 ปี และไวต่อการกลับมาดื่มใหม่ ถ้าใช้ค่าร่วมกับ GGT และ MCV จะมีความไวสูงสุด

Ethyl glucuronide – ตรวจในปัสสาวะ จะบอกการดื่มเหล้าในช่วงเวลา 1-7 วัน ถ้าผลเป็นลบติดกันตั้งแต่ 2 วัน แสดงว่างดดื่มเหล้า แต่ผลเป็นบวก อาจมาจากแอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์อื่นเช่น ยาน้ำแก้ไอ น้ำยาบ้วนปาก น้ำยาล้างมือ นอกจากนี้ ปัสสาวะของผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงๆ เมื่อเก็บไว้นานกว่า 12 ชั่วโมงอาจให้ผลบวก

Test อื่น มีความจำเพาะต่ำ เช่น

Platelet count – พบ thrombocytopenia ใน 30% ของผู้ติดสุรา และขึ้นเป็นปกติได้เร็วหลังงดเหล้า

HDL – พบว่าสูงขึ้นเมื่อดื่ม 3-5 แก้วต่อวัน และลดลงภายใน 1-2 สัปดาห์หลังงดเหล้า

Ferritin – พบว่าสูงขึ้น ในรายดื่มสุราน้อยๆ

Albumin – ค่าจะลดในรายที่ติดสุราร่วมกับเป็นโรคตับอย่างแรง

Urate – พบว่าสูงขึ้น ในรายดื่มสุราน้อยๆ

Immunoglobulin A – พบว่าสูงขึ้นในโรคตับเรื้อรังจากสุรา

อย่างไรก็ดี การตรวจความเมาที่ชาวเทคนิคการแพทย์พบเห็นกันมักมีเพียง Blood Alcohol ซึ่งมีแล็บไม่กี่แห่งที่ตรวจได้เอง ดังนั้นสิ่งสำคัญในการส่งตรวจคือการเก็บตัวอย่างที่ถูกต้อง ควรปฏิบัติตามคู่มือการเก็บสิ่งส่งตรวจอย่างเคร่งครัด การ sterile ผิวหนัง หากใช้แอลกอฮอล์ ต้องปล่อยให้แห้งก่อน อาจใช้ povidone iodine swab ผิวหนังแทนได้ ส่วนใหญ่มักเจาะเลือดใส่หลอด fluoride เพื่อป้องกัน glucose สลายเป็นแอลกอฮอล์ แต่ถ้าเจาะใส่ผิดหลอดเป็น clot blood หรือ EDTA blood ก็อย่าเพิ่งทิ้ง อาจตรวจได้หากเก็บแช่เย็นไว้ ดีกว่าไม่มีเลือดให้ตรวจ ไม่ควรเรียกมาเจาะใหม่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว เพราะระดับแอลกอฮอล์จะลงลงตลอดเวลา ควรบันทึกเวลาที่เจาะเลือด และใส่ลงในรายงานผลด้วย

บทความรอบนี้ผิดวิสัยคิดนอกกรอบ เพราะแก่วิชาการไปนิดนึง ไว้ว่างๆ จะเรียบเรียงใหม่ให้เป็นวิชาการล้วนๆ ส่งไปลง CMTE online ดีกว่ามั๊ง สวัสดีครับ.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here