ชี้ ทนพ.ต้องเปิดหน้างานให้สอดรับนโยบาย แสดงศักยภาพของวิชาชีพ

0
147

“ดร.สลักจิต” แนะ เทคนิคการแพทย์ต้องทำงานระดับนโยบายมากขึ้น การไม่รับงานในโครงการสำคัญที่เป็นงานระดับนโยบาย ทำให้วิชาชีพเสียโอกาสในการแสดงศักยภาพของวิชาชีพ การทำแบบเดิมเหมือนที่ผ่านมา ไม่ทำให้วิชาชีพก้าวไปข้างหน้า

ดร.สลักจิต ชุติพงษ์วิเวท ประธานอนุกรรมการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ สภาเทคนิคการแพทย์ได้กล่าวในการบรรยาย ในโครงการสภาเทคนิคการแพทย์สัญจรพบผู้ประกอบวิชาชีพ ภาคใต้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.พ.61 ณ โรงแรมคริสทัล โฮเทล หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระบุถึงโครงการสภาฯ สัญจรว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเทคนิคการแพทย์ได้รับทราบนโยบายของสภาเทคนิคการแพทย์ ความรู้ด้านวิชาการ  แนวทางการปฏิบัติงานทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และสามารถนำความรู้ ที่ได้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสายงานเทคนิคการแพทย์ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ของบุคลากรสายงานเทคนิคการแพทย์ทั่วประเทศ  รวมทั้งสร้างสัมพันธภาพที่ดี ความสามัคคีและขยายความร่วมมือในการส่งเสริม พัฒนาจากสภาเทคนิคการแพทย์ไปสู่เครือข่ายเทคนิคการแพทย์ทุกภูมิภาค  ตลอดจนเพื่อให้นักเทคนิคการแพทย์มีความเข้าใจกิจกรรมที่สามารถยื่นขอคะแนน CMTE ขั้นตอนและวิธีการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ซึ่งจะหมดอายุในเดือนตุลาคม 2561

โอกาสนี้ ดร.สลักจิต ได้กล่าวถึงนโยบายสาธารณสุข 4.0 ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้านสาธารณสุขที่รัฐบาลกำหนดไว้  และชี้ให้เห็นว่าวิชาชีพเทคนิคการแพทย์จะสนองตอบต่อนโยบายสาธารณสุข 4.0 ในเรื่องใดได้บ้าง เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัย การป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ การพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ การพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การพัฒนาคุณภาพหน่วยงานบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ไปแล้วหลายเรื่อง และบางเรื่องวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น การลดการติดเชื้อเอชไอวี, CKD, CVD risk, PCC, รพ.สต.ติดดาว และ AMR

ดร.สลักจิต กล่าวด้วยว่า นโยบายด้านต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข ถูกถ่ายโอนจากระดับบนมาสู่ระดับปฏิบัติตามลำดับชั้น โดยแต่ละเขตบริการสุขภาพทั้ง 12 เขต จะมีจุดเน้นในเรื่องต่างๆ แตกต่างกันไป เช่น เขต 11 เน้นเรื่องโรคไม่ติดต่อ (NCD) ขณะที่เขต 12 เน้นเรื่องอนามัยแม่และเด็ก เป็นต้น เทคนิคการแพทย์ในเขตสุขภาพต่างๆ จึงควรทราบจุดเน้นในแต่ละเขตของตัวเองด้วย  เพื่อที่จะได้สนองนโยบายระดับบนได้อย่างถูกต้อง

ดร.สลักจิต กล่าวอีกว่า เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขเห็นความสำคัญของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ เทคนิคการแพทย์จึงควรเข้าไปทำงานระดับนโยบายมากขึ้น โดยต้องพยายามเปิดหน้างานใหม่ๆ ที่เทคนิคการแพทย์สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบางครั้งจะมีภาระงานประจำล้นมือ เนื่องจาก การไม่รับงานในโครงการสำคัญๆที่เป็นงานระดับนโนบาย เป็นการทำให้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์เสียโอกาสในการแสดงศักยภาพของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ที่สามารถปฏิบัติได้ในหลายสถานะ ทั้งนี้การมีภาระงานเพิ่มขึ้น จะเป็นเหตุผลสำคัญในการขอคงอัตรากำลังเดิมที่มีอยู่ จนถึงการขอเพิ่มอัตรากำลังเมื่อมีภาระงานเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าตอบแทนต่างๆ ในอนาคต

“ถ้าเราจะเอาตำแหน่ง เอาคน เอาค่าตอบแทนเพิ่ม เราต้องทำงานให้เขาเห็นก่อน ว่างานหนักๆ เราทำได้  ไม่ใช่จู่ๆ วิ่งไปขอเขาเฉยๆ คงไม่มีใครให้” ดร.สลักจิต กล่าวในตอนหนึ่ง และว่า งานระดับนโยบายเหล่านี้ หากเทคนิคการแพทย์ไม่ยินดีจะทำ ก็มีวิชาชีพอื่นที่พร้อมจะทำแทนอยู่แล้ว ดังนั้น เทคนิคการแพทย์จึงต้องปรับทัศนคติในการทำงานเสียใหม่ ไม่ใช่ทำงานแบบเดิมๆ โดยไม่รับงานพิเศษอื่นๆเพิ่มเติม เพราะการทำแบบเดิมเหมือนที่ผ่านมา ไม่ทำให้วิชาชีพก้าวไปข้างหน้าเสียที

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ รศ.ยุพา เอื้อวิจิตรอรุณ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ ได้กล่าว ถึงเรื่องความร่วมมือของสภาเทคนิคการแพทย์กับองค์กรภายนอกว่า ในรอบระยะเวลา 9 เดือนของสภาฯ ชุดนี้ ได้มีความร่วมมือกับองค์กรภายนอกในระดับชาติ 5 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย การลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อไวรัสเอดส์รายใหม่, การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่, การป้องกันควบคุมโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส, โครงการกวาดล้างมาลาเรียแห่งชาติ และการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ซึ่งได้เน้นการมีส่วนร่วมของนักเทคนิคการแพทย์ในเรื่องสำคัญเหล่านี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here