เทคนิคการแพทย์ จะโดยสารรถไฟสาย“ระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข” ได้อย่างไร

0
283

ข่าวจากสภาเทคนิคการแพทย์ ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ. …. มายังสภาเทคนิคการแพทย์ ในฐานะหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการพิจารณาว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีความสอดคล้อง ขัดแย้ง หรือมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบหรือไม่ โดย รศ.ยุพา เอื้อวิจิตรอรุณ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ ได้ให้คณะกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยด่วน และให้คณะอนุกรรมการกฎหมาย สภาเทคนิคการแพทย์ จัดทำความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านระบบบริการต่อไป

เป็นเรื่องน่าสนใจ ว่า “เทคนิคการแพทย์” จะโดยสารรถไฟขบวนนี้ไปได้อย่างไร

เมื่อศึกษาร่างพระราชบัญญัติการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ. …. แล้ว พบว่ามีหลักการ 5 ข้อ คือ

1.มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหสาขาวิชาชีพดูแล

2.มีข้อมูลสุขภาพจากทุกระดับบริการกลับสู่ทีมผู้ดูแลในระดับปฐมภูมิและประชาชน เพื่อการดูแลต่อเนื่อง

3.มีการเชื่อมโยงระบบกับประชาชนโดยการลงทะเบียน

4.มีเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ใช้พื้นที่เป็นฐาน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

5.การจัดการโดยใช้กลไกทางด้านการเงินการคลัง

สาระสำคัญโดยสรุปของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ

  1. มีการจัดตั้ง“คณะกรรมการระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข” ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน มีรองปลัด สธ. เป็นเลขานุการ โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวง สธ. เป็นสำนักงานเลขานุการ คณะกรรมการทำหน้าที่เสนอนโยบายและแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับระบบการแพทย์ปฐมภูมิฯ และกำกับ ติดตาม ประเมินผล ให้คำแนะนำ หรือให้คำปรึกษารัฐมนตรี สธ. รวมทั้งเสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรีในการผลิตและพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ รวมทั้งมีระบบการเงินการคลังที่เหมาะสมต่อการพัฒนา
  2. บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการการแพทย์ปฐมภูมิฯที่ได้เลือกไว้ และได้รับการส่งต่อเมื่อมีความจำเป็น โดยได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลหรือรับบริการสาธารณสุขตามสิทธิที่บุคคลนั้นได้รับอยู่แล้วตามกฎหมาย ขอบเขตของบริการการแพทย์ปฐมภูมิรวมทั้งหน้าที่ ลักษณะของหน่วยบริการและเครือข่ายของหน่วยบริการที่จะขึ้นทะเบียน วิธีการขึ้นทะเบียน การแบ่งเขตพื้นที่ มาตรฐานการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และดำเนินการโดยสำนักงานปลัดกระทรวง สธ.
  3. ในกรณีที่พบว่าหน่วยบริการปฐมภูมิหรือเครือข่ายฯ ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ ให้รายงานต่อปลัด สธ. เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา ในกรณีที่มีเจตนากระทำความผิด ให้มีคำสั่งแจ้งให้ปฏิบัติโดยถูกต้องและมีคำสั่งให้หน่วยบริการฯชำระค่าทางปกครองเป็นจำนวนไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือตามความเสียหายที่แท้จริง
             

จริงอยู่ แม้การที่ “เทคนิคการแพทย์” จะร่วมโดยสารรถไฟขบวนนี้ไปกับเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่ายนัก แต่ก็ยังพอมองเห็นช่องทางที่จะทำได้อยู่บ้าง กล่าวคือ ถ้าจะร่วมขบวนไปกับเขาให้ได้ จะต้องมีการเสนอความเห็นให้แก้ไขในเรื่องหลักๆ 2 ประการ คือกลไกในการขับเคลื่อนระบบ ซึ่งจะต้องเปิดช่องให้ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพเข้าไปมีบทบาทในฐานะกรรมการด้วย กับการเพิ่มหน้าที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิให้ครอบคลุมงานของเทคนิคการแพทย์  

ประการแรก ในหมวด 3 คณะกรรมการระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข มาตรา 5 กำหนดที่มาของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ อาทิ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการผู้แทนหน่วยบริการปฐมภูมิ กรรมการผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีรัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธาน แต่ไม่ปรากฏผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมเป็นคณะกรรมการดังกล่าวแต่อย่างใด

เนื่องจากคณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ตามร่างมาตรา 9 ในหลายประการ ทั้งการเสนอนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ การกำกับ ติดตาม ประเมินผล การพัฒนาระบบสารสนเทศ  การกำหนดมาตรการทางการเงินและการคลัง การเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการสุขภาพของตนเอง รวมทั้งการเสนอแนวทางการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ การวางแผนกำลังคน และการกำหนดค่าตอบแทน ตลอดจนการกำหนดประเภทและขอบเขตบริการปฐมภูมิที่บุคคลจะได้รับ (มาตรา 14) การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขของการให้บริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข การจัดทำระบบข้อมูล และมาตรการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (มาตรา 19) การจัดคณะผู้ให้บริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขให้หน่วยบริการ (มาตรา 21) ด้วย

ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข เป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขโดยตรง เป็นผู้ปฏิบัติงานตัวจริง รับรู้และเข้าใจปัญหาต่างๆ ของประชาชนเป็นอย่างดี จึงควรมีบทบาทในการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานในเรื่องอื่นๆ มากกว่าที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ให้มีผู้แทนของแต่ละสภาวิชาชีพ ซึ่งรวมถึง “สภาเทคนิคการแพทย์” เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการฯ ดังกล่าว

หากผู้แทนสภาวิชาชีพ สามารถเข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดนี้ได้ จะมีโอกาสได้เสนอความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพได้โดยตรง

ประการที่สอง มาตรา 19 (1) บัญญัติให้หน่วยบริการปฐมภูมิมีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุมทั้งบุคคล ครอบครัว และชุมชน ในการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ รวมทั้งการให้ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ในการรักษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยให้มีความเสมอภาคและอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ตลอดจนเคารพในสิทธิส่วนบุคคล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเชื่อทางศาสนา

เมื่อพิจารณาถ้อยคำในร่างมาตรานี้ จะพบว่าไม่ครอบคลุม“การตรวจทางห้องปฏิบัติการ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุขมาตั้งแต่ต้น โดยผลที่ได้จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะเป็นข้อมูลสุขภาพที่สำคัญของบุคคล ที่จะนำมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค ทั้งยังช่วยประเมินสภาวะสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักในเรื่องสุขภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ จับต้องได้ อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ช่วยป้องกันการเกิดโรคก่อนเวลาอันสมควร จึงควรมีการเสนอให้เพิ่มข้อความ “การตรวจทางห้องปฏิบัติการ” ลงในมาตรานี้

ขณะเดียวกันก็ควรเพิ่ม “ผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์” ให้เป็นหนึ่งในคณะผู้ให้บริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขตามมาตรา 21 เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิตามมาตรา 19(1) ที่เพิ่ม “การตรวจทางห้องปฏิบัติการ” เข้าไป  ทั้งยังเป็นไปตามมาตรา 55 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในอันที่จะให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคด้วย

ขณะนี้ สภาเทคนิคการแพทย์ กำลังจัดทำความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านระบบบริการ จึงขอได้โปรดนำประเด็นนี้ไปพิจารณาร่วมกับความเห็นของคณะกรรมการสภาฯ และแจ้งให้สมาชิกได้รับทราบว่ามีความเห็นอย่างไรบ้าง

แม้เรื่องนี้จะยังดูลางเลือน แต่การเริ่มต้นเสนอแนวคิดเพื่อเปิดโอกาสให้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์เข้าไปมีบทบาทต่อระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข ก็เป็นสิ่งสมควรกระทำมิใช่หรือ ?

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here