เหตุผลและความจำเป็นที่เทคนิคการแพทย์ควรได้รับเงิน พตส.เพิ่ม

0
1107

ตามที่สภาเทคนิคการแพทย์ มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสนอข้อมูลการขอปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พ.ต.ส.) วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ซึ่งคณะอนุกรรมการส่งแสริมการประกอบวิชาชีพ ที่มี ดร.สลักจิต ชุติพงษ์วิเวท ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนา สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพ สภาเทคนิคการแพทย์ จัดทำขึ้น นั้น

เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลความจำเป็นของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ในการขอปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราเพิ่ม พตส. ดังกล่าว “เมดเทคทูเดย์ (MTTD)” จึงขอสัมภาษณ์พิเศษ ดร.สลักจิต ชุติพงษ์วิเวท ประธานคณะอนุกรรมการฯ นำมาเผยแพร่ให้ทราบ

MTTD : มีเหตุผลอย่างไรในการขอปรับเพิ่ม พตส.สำหรับนักเทคนิคการแพทย์

ดร.สลักจิต : เหตุผลแรกเลยก็คือ เทคนิคการแพทย์ ต้องปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วย สิ่งส่งตรวจจากผู้ป่วย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด น้ำเหลือง หนอง สารคัดหลั่งต่างๆ และสารเคมีต่างๆ เป็นต้น ทั้งยังต้องปฏิบัติงานยากลําบาก ตรากตรํา คือ การปฏิบัติงานของสายงานเทคนิคการแพทย์ ต้องให้บริการ ๒๔ ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ วันนักขัตฤกษ์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ ที่ต้องปฏิบัติงานมากกว่าปกติ การจัดอัตรากำลังปฏิบัติงาน เป็นลักษณะงานคล้าย แพทย์ เภสัชกร นักรังสี ที่ต้องปฏิบัติงานในเวลาราชการปกติด้วยกำลังคนที่มีอยู่ทั้งหมด และยังต้องจัดเวรขึ้นปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเช้า บ่าย ดึก โดยไม่สามารถจัดให้มีวัน off ได้ ทำให้ต้องอยู่เวร จำนวนมาก มีลักษณะการปฏิบัติงานในเวรบ่ายดึกติดต่อกันต่อเนื่อง ๓๒-๔๘ ชั่วโมงจำนวน ๑๕ ถึง 20 เวรต่อคน  และในรพ.เล็กๆ มีบุคลากรอยู่น้อย ต้องอยู่เวร on call มากถึง ๑๕ เวร ติดต่อกัน ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานบริการผู้ป่วย ความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง ความเสี่ยงในการเดินทาง ปัญหาสุขภาพและชีวิตครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิบัติงานอยู่ในสภาพการทํางานไม่น่าอภิรมย์ ควรจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น                    

MTTD : เอาเรื่องความเสี่ยงอันตรายมาพิจารณาร่วมด้วยหรือไม่

ดร.สลักจิต : การปฏิบัติงานเสี่ยงอันตรายอาจมีผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคจากการปฏิบัติงาน เป็นเรื่องหลักที่ต้องพิจารณา เพราะการปฏิบัติงานของเทคนิคการแพทย์มีความเสี่ยงอันตรายสูงอยู่แล้ว เนื่องจากเราทำงานอยู่กับเชื้อโรคทุกวัน ทั้งเชื้อก่อโรคที่อุบัติขึ้นใหม่และเชื้อดื้อยาที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ ไข้หวัดนกH5N1 ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่2009 ชนิดA H1N1 หรือแม้แต่โรคติดเชื้ออีโบลา เป็นต้น แถมยังมีความเสี่ยงจากการถูกเข็มตำมือขณะเจาะเลือดอีกด้วย

นอกจากความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อแล้ว เทคนิคการแพทย์ยังมีความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานตรวจวิเคราะห์สารเสพติดให้ผู้ป่วยและผู้ต้องสงสัยในโรงพยาบาลต่างๆ อีกด้วย เป็นการเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายหรือการข่มขู่คุกคามจากตัวผู้ป่วย/ผู้ต้องสงสัยหรือญาติ และการที่นักเทคนิคการแพทย์ ต้องอยู่เวรในเวลากลางคืน ซึ่งต้องอยู่คนเดียวและส่วนใหญ่เป็นน้องผู้หญิง   ต้องเก็บสิ่งส่งตรวจ เจาะเก็บโลหิต ตามลำพังในยามวิกาล รวมถึงการตรวจสารเสพติด เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติงานในสภาพอันตรายเสี่ยงชีวิต

MTTD : มีความเสี่ยงอื่นๆ อีกหรือไม่

ดร.สลักจิต :  การสัมผัสหรือสูดดมสารเคมีในห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือโรคอื่นๆ  และจากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่มีการสัมผัสเชื้อวัณโรคในห้องชันสูตรโรค มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคสูงกว่าประชาชนทั่วไปถึง ๓ เท่า และอาจมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการปฏิบัติงานของบุคลากรได้ ยังไม่นับรวมการเสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะ/เสื่อมหน้าที่ เช่น ดวงตา ในผู้ปฏิบัติงานกับการใช้สายตาด้วยกล้องจุลทรรศน์เป็นเวลานานเช่น การดูสเมียร์เสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรค มาลาเรีย ฟิล์มโลหิต เป็นต้น

MTTD : สถานการณ์ปัจจุบัน มีความสูญเสียหรือขาดแคลนนักเทคนิคการแพทย์แค่ไหน

ดร.สลักจิต : ปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางเทคนิคการแพทย์ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน  โดย ดร.กฤษดา แสวงดี (นักวิจัยสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) สำนักพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ) ได้เคยมีการสำรวจพบว่า มีอัตราการสูญเสียนักเทคนิคการแพทย์ถึง ๖๔.๕๘% ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขจะเป็นปัญหาในระยะยาว  และหากสถานการณ์ยังคงเป็นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพบริการในสถานพยาบาลของรัฐ  ตลอดจนการเข้าถึงบริการของผู้รับบริการที่มีมากขึ้นทั้งประชาชนชาวไทยและแรงงานต่างชาติ ทำให้บุคลากรทางเทคนิคการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง ประสบปัญหาไม่มีอัตรากำลังหมุนเวียนในการปฏิบัติงาน นักเทคนิคการแพทย์ที่เหลือในระบบจึงเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระในการให้บริการแก่ประชาชนที่มีเป็นจำนวนมาก   ทำให้เกิดความเสี่ยงกับประชาชนที่มาใช้บริการ   หากพิจารณาภาระงานและอัตราการสูญเสียนักเทคนิคการแพทย์ที่อยู่ในระดับสูง แต่ค่าตอบแทนในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และอัตราเงินเพิ่มฯ ท้ายระเบียบ ก.พ.  

MTTD : การขาดแคลนนักเทคนิคการแพทย์มีเหตุมาจากอะไร

ดร.สลักจิต :  การขาดแคลนนักเทคนิคการแพทย์ในภาครัฐ น่าจะมาจากการขาดแรงจูงใจ ค่าตอบแทน และภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงมีความเหลื่อมล้ำเรื่องค่าตอบแทนหรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับวิชาชีพด้วย จึงทำให้นักเทคนิคการแพทย์มีอัตราการลาออกไปอยู่เอกชนสูง เนื่องจากรายได้ที่ดีกว่าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ บางส่วนก็ลาออกก่อนเกษียณ และ ย้ายสายงานเมื่อไปศึกษาเป็น แพทย์   ผู้พิพากษา ก็มี  บางคนไปศึกษาต่อในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์   ซึ่งสามารถเติบโตในสายงานอื่นได้ถึงระดับเชี่ยวชาญ  หรือ  มีตำแหน่งเป็นเลขานุการกรม เป็นระดับรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ทีเดียว

นอกจากนี้ ค่าตอบแทนที่ได้รับในระบบราชการค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับภาคเอกชน ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่และมีศักยภาพสูง ไม่สนใจเข้าสู่ระบบราชการ เนื่องจากไม่มั่นคง ไม่มีสวัสดิการและค่าตอบแทน ที่จูงใจ กลุ่มที่เข้ามาแล้วก็ยังประสบปัญหามีระยะเวลารอคอยการบรรจุ เป็นข้าราชการ 3 -5 ปี ทำให้ตัดสินใจออกจากระบบราชการได้เพราะ ค่าตอบแทนที่น้อยกว่าภาคเอกชน

ดังนั้นการปรับค่าตอบแทนที่เหมาะสม จะมีส่วนช่วยดึงบุคลากรให้อยู่ในระบบ มีแรงจูงใจปฏิบัติงาน ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงให้กับประชาชนได้เป็นอย่างมาก เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เกิดผลดีต่อสุขภาวะของประเทศโดยรวม

MTTD : คณะอนุกรรมการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพ เสนอให้มีการปรับเพิ่ม พตส.อย่างไร

ดร.สลักจิต : ปัจจุบัน พตส.ของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มีเพียงอัตราเดียวคือ 1,000 บาท ไม่ว่าคุณจะทำงานในระดับไหน ยาก-ง่าย เสี่ยง มีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญแค่ไหน ก็ได้เท่ากันหมด ขณะที่วิชาชีพอื่นๆ มีการแบ่งระดับตามลักษณะงาน ตรงนี้เราเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับเทคนิคการแพทย์ จึงขอเสนอให้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มทั่วไป กลุ่มหัวหน้างาน/สาขา และกลุ่มผู้มีประสบการณ์หรือความชำนาญพิเศษ ซึ่งจะได้รับ พตส.แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 2,000-5,000 บาท ตามสภาพการทำงาน ความเสี่ยง ความขาดแคลน ประสบการณ์และความชำนาญ รวมถึงคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งด้วย

MTTD: คาดหวังแค่ไหนในเรื่อง พตส.

ดร.สลักจิต : การพิจารณาเรื่องนี้ เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข และ กพ. คำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไรยังตอบยาก แต่เราในฐานะวิชาชีพก็ต้องกล้าพอที่จะแสดงเหตุผลเสนอขึ้นไปว่า เหตุใดเราจึงต้องขอปรับเพิ่ม พตส. เมื่อเสนอไปแล้วก็คาดหวังว่ากระทรวงสาธารณสุข และ กพ.จะฟังเหตุผลของเราบ้าง ซึ่งจะเป็นการรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ มีแรงจูงใจปฏิบัติงาน ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงให้กับประชาชน

MTTD : ท่านนายกสภาฯ มอบนโยบายพิเศษในเรื่องการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพอย่างไร

ดร.สลักจิต : ท่านนายกสภาฯ ให้นโยบายในเรื่องการประกอบวิชาชีพที่ชัดเจนว่า จะส่งเสริมและพัฒนาการประกอบวิชาชีพ ให้มีความมั่นคง ก้าวหน้าในสายงาน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจและมีความสุข ผดุงไว้ซึ่งสิทธิ ความเป็นธรรม และสวัสดิการที่เหมาะสมแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ เมื่อเข้ามารับหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพ ก็เดินตามนโยบายนี้อย่างเต็มที่ อะไรที่พอจะมีช่องทางส่งเสริมการประกอบวิชาชีพได้ ก็พยายามจะทำ ทั้งเรื่องการขอคงอัตราตำแหน่งในสายงานเทคนิคการแพทย์ และเรื่องค่าตอบแทนต่างๆ  แม้จะรู้ว่าเป็นงานยาก แต่ก็ต้องพยายามอย่างสุดกำลังความสามารถในทุกๆ วิถีทาง เพื่อให้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ของเราก้าวหน้า มั่นคง มีเกียรติ ศักดิ์ศรี และสง่างาม

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here