เทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทย กับปัญหาข้อกฎหมาย

0
327

เทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทย จำนวน 5 คน สำเร็จการศึกษาอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ (อทกพ.) เมื่อเดือนเมษายน 2500 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ขึ้นตามกฎหมายในวันที่ 10 กรกฎาคมปีเดียวกัน การที่มีนักศึกษาสำเร็จการศึกษา ก่อนที่จะมีคณะเกิดขึ้น ก่อให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่าอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ (อทกพ.) จะถูกต้อง สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

ชาวเทคนิคการแพทย์รับทราบกันโดยทั่วไปว่า วันที่ 29 มิถุนายนของทุกปี เป็นวัน “เทคนิคการแพทย์ไทย” โดยถือเอาวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกา จัดตั้ง “คณะเทคนิคการแพทย์” มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2500 (ลงในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 74 ตอนที่ 60 วันที่ 9 ก.ค.2500) เป็นวันสำคัญของวิชาชีพ  ซึ่งนับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย

แต่ใครจะฉุกคิดบ้างไหมว่า เทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทย จำนวน 5 คน ได้สำเร็จการศึกษาอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ (อทกพ.) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2500 แล้ว  ซึ่งเดือนเมษายนเป็นห้วงเวลาถึง 2 เดือนเศษ ก่อนที่จะมีการจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ขึ้นตามกฎหมายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2500 (กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา)

การที่มีนักศึกษาสำเร็จการศึกษา ก่อนที่จะมีคณะเกิดขึ้นนี่เอง  ก่อให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่าอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ (อทกพ.) จะถูกต้อง สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

เรื่องนี้  ผมได้ไปสืบค้นข้อมูล และพบหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง  คือ “บันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ตีความพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร” อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีเศษล่วงมาแล้ว  แม้บันทึกฉบับนี้ จะเป็นเรื่องการตีความพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหารก็จริง  แต่ก็มีความเห็นในข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่าอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ (อทกพ.) จะถูกต้อง สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ รวมอยู่ด้วย  ซึ่งผมขออนุญาตลำดับให้ฟังดังต่อไปนี้

บรรยากาศการเรียนการสอนในอดีตภายหลังจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์แล้ว

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2500  กรมสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหารได้มีหนังสือที่ 11013/2500 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมด้วยสำเนาหนังสือกระทรวงกลาโหม ที่ 21160/2500 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2500   ความว่า นายประกอบ  วิภาตะศิลปิน นายตั้ว จันทร์ทอง และนายเสงี่ยม หล่ำวรัตน์ เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สำเร็จอนุปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์เมื่อเดือนเมษายน 2500 กระทรวงกลาโหมได้รับตัวไว้เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตร ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2494 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2497 แล้ว แต่ต่อมา ก.พ.ลงมติเทียบอนุปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์เป็นอนุปริญญาที่อาจใช้บรรจุเข้ารับราชการ เฉพาะผู้สำเร็จได้รับอนุปริญญาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2500 ซึ่งเป็นวันใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์เท่านั้น กระทรวงกลาโหมจึงได้มีข้อสงสัยว่าบุคคลทั้งสามอยู่ในข่ายแห่งมาตรา 7 หรือมาตรา 7 ทวิ หรือไม่อยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหารเลยโดยที่เรื่องนี้เป็นปัญหาการตีความพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร กระทรวงกลาโหมจึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเพื่อยึดถือเป็นหลักในทางปฏิบัติต่อไป

นายหยุด แสงอุทัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในขณะนั้น ได้มีหนังสือที่ 152/2501 ลงวันที่ 22 มกราคม 2501 แจ้งว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย กองที่ 1) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ปัญหามีว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น บุคคลทั้งสามจะอยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหารหรือไม่ และถ้าถือว่าต้องอยู่ในข่ายบังคับตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว จะอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 7*(1) หรือมาตรา 7 ทวิ*(2)

ปัญหาในประการแรก คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า บุคคลทั้งสามย่อมต้องอยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร โดยที่บุคคลทั้งสามได้เข้าเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โดยสมบูรณ์ และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2499 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฉบับที่ 2 ได้กำหนดไว้ว่า นักศึกษาหรือนิสิตของมหาวิทยาลัย ซึ่งลงบัญชีทหารกองเกินตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารแล้ว มีหน้าที่เข้ารับการฝึกวิชาทหาร และให้ถือว่าเป็นทหารกองประจำการตลอดระยะเวลาที่เป็นนักศึกษาหรือนิสิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่า นักศึกษาหรือนิสิตขณะที่ยังศึกษาอยู่นั้นมีสภาพเป็นทหารกองประจำการอยู่แล้วตลอดเวลา และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ต้องเข้ารับราชการ

*(1) มาตรา 7 นักศึกษา หรือนิสิต ซึ่งเข้ากองประจำการตามมาตรา 4 เมื่อเรียนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานชั้นปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรเทียบเท่าปริญญา ให้เข้ารับราชการทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมต่อไปในฐานะนายทหารสัญญาบัตรมีกำหนดไม่เกินสองปี เมื่อรับราชการครบกำหนดแล้วให้ปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 1

*(2) มาตรา 7 ทวิ นักศึกษาหรือนิสิตถ้าต้องออกจากการเป็นนักศึกษาหรือนิสิตในขณะที่ยังเรียนไม่สำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานชั้นปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรเทียบเท่าปริญญา ให้ส่งตัวไปรับราชการในกรมกองทหารต่อไปมีกำหนดไม่เกินสองปี นับตั้งแต่วันพ้นฐานะนักศึกษาหรือนิสิต ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมต่อไป ซึ่งถ้าเรียนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานชั้นปริญญาหรืออนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเท่าปริญญา ก็ย่อมอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 7 หรือถ้าเรียนไม่สำเร็จดังกล่าวก็ย่อมอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 7 ทวิ

ปัญหาในประการที่สอง คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เป็นกรณีสงสัยว่า อนุปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์นั้น จะอยู่ในความหมายของคำว่า เรียนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานชั้นปริญญา อนุปริญญา ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2494 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2497 หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่รวมอยู่ในความหมายดังกล่าวนี้ ก็ย่อมเข้าอยู่ในข่ายของมาตรา 7 ทวิ ซึ่งได้เพิ่มขึ้นโดยมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นกรณีเกี่ยวกับนิสิตและนักศึกษาที่ยังเรียนไม่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นการที่อนุปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์นั้นจะถูกต้องและสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ประการใด ก็ต้องแล้วแต่กฎหมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์

ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ปรากฏว่า คณะกรรมการมหาวิทยาลัยได้อนุมัติปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์มาก่อนที่จะมีแผนกหรือคณะเทคนิคการแพทย์ขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ซึ่งตามมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2486 บัญญัติไว้ว่า การจัดตั้งคณะขึ้นใหม่หรือเพิ่มแผนกวิชาให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ประเด็นที่จะพิจารณาจึงมีว่า อนุปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์ซึ่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อนุมัติให้แก่นิสิตก่อนจัดตั้งแผนกหรือคณะเทคนิคการแพทย์จะสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

มาตรา 33 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2486 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2497 บัญญัติว่า ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรสำหรับวิชาพยาบาล ผดุงครรภ์และอนามัย วิชาทันตอนามัย วิชาพยาบาลสาธารณสุข วิชาการสุขาภิบาล และวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์อื่น ๆ  ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าวิชาเทคนิคการแพทย์รวมอยู่ในความหมายของคำว่า วิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์อื่น ๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ย่อมมีอำนาจอนุมัติปริญญาได้ และเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2486 บัญญัติว่า คณะกรรมการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ดังนี้……. (2) พิจารณาเพื่ออนุมัติหลักสูตรวิชาต่าง ๆ (3) อนุมัติให้ปริญญาตามมาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34…. อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายข้อใดห้ามไม่ให้คณะกรรมการมหาวิทยาลัยกำหนดหลักสูตรหรืออนุมัติอนุปริญญาบัตรในวิชาที่มิได้จัดไว้เป็นแผนกหรือคณะแต่ประการใด

คณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นว่าอนุปริญญาวิชาเทคนิคการแพทย์ ซึ่งคณะกรรมการมหาวิทยาลัยได้อนุมัติขึ้นย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย การที่ ก.พ.จะลงมติเทียบอนุปริญญานี้เฉพาะแต่ผู้สำเร็จได้รับอนุปริญญาภายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ใช้บังคับนั้น ก็ย่อมเป็นผลเฉพาะภายในขอบเขตแห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนเท่านั้น ส่วนการเข้ารับราชการทหารของนักศึกษาและนิสิตตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหารในกรณีนี้ซึ่งถือได้ว่าเรียนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานชั้นอนุปริญญาก็ย่อมเป็นไปตามมาตรา 7 ดังกล่าวข้างต้น และตามมาตรา 8 วรรคสุดท้ายซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2497 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สำหรับการรับราชการทหารของนักศึกษาหรือนิสิตตามพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามวิธีการและหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(ข้อมูลบันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา จาก http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/jud/th/deca/2501/c2_0015_2501.txt)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here