เทคนิคการแพทย์ห่วงใย ชาวไทยห่างไกลโรคหัวใจและหลอดเลือด

0
156

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตติดอันดับ 1 ใน 3 ของการตายทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายติดอันดับต้นๆ เข้าใกล้กับตัวเลขของอุบัติเหตุและมะเร็ง โดยพบว่า ผู้อายุเกิน 40 จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 50% สาเหตุเกิดจากภาวะหลอดเลือดแข็งตีบตัน โดยเฉพาะหลอดเลือดของหัวใจและสมอง หากเป็นที่เส้นเลือดสมอง จะเกิดโรคลมปัจจุบัน (stroke) หรือ เกิด CVA คือ เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์หรือ อัมพาต หากเป็นกับเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจขาดเลือด ส่งผลให้หัวใจวาย ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยและมักเป็นอย่างเฉียบพลัน

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ ระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคทางระบบประสาทที่มีความรุนแรงมักพบบ่อยในผู้สูงอายุ จากรายงานองค์การอนามัยโลกพบว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองราว 15 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉลี่ยทุกๆ 6 วินาที จะมีคนตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อย 1 คน ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2563 คาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ขณะที่สถานการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจในประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี พ.ศ.2555 – 2558 พบว่าอัตราตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจต่อประชากร 100,000 คนมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ.2558 พบอัตราการตายเท่ากับ 22.88 ต่อแสนประชากร หรือเท่ากับ 18,922 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน1 แสดงให้เห็นว่า โรคหัวใจขาดเลือดยังคงมีสถานการณ์ความรุนแรงเพราะอัตราตายและ อัตราป่วยในต่อประชากรแสนคนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายแก้ไขเรื่องนี้โดยการพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดของกระทรวงฯ และตั้งอยู่ในภูมิภาคให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด  ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลศูนย์ในภูมิภาคที่สามารถผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดได้กว่า 10 จังหวัดแล้ว

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุตรงกันว่า ปัจจัยหลักของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่กำลังมีอัตราการป่วยและตายเพิ่มขึ้นทุกปี ได้แก่ น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน อ้วนลงพุง การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกาย ความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง  ดังนั้น การรณรงค์ให้ความรู้ และการตรวจประเมินสภาวะสุขภาพ จึงเป็นวิธีการหนึ่งในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพ  ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม ป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงในอนาคตได้

แต่เดิม การตรวจประเมินภาวะสุขภาพ เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อประเมินภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การตรวจระดับไขมันในเลือดเพื่อประเมินภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด  หรือการตรวจอื่นๆ ทางห้องปฏิบัติการ อาจเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก  เพราะจะต้องไปเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเท่านั้น และหากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็อาจไม่ได้รับการตรวจประเมินในเรื่องนี้   ประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องทำมาหากินแข่งกับเวลา อาจไม่สะดวกที่จะไปรับบริการตรวจประเมินสุขภาพที่โรงพยาบาล  เพราะทราบดีว่ามีขั้นตอนมากมายและต้องใช้เวลามาก  ซึ่งบางครั้งอาจต้องเสียเวลากันเป็นวันเลยก็มี

ปัจจุบัน การตรวจประเมินภาวะสุขภาพขั้นต้นโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจระดับน้ำตาลและการตรวจระดับไขมันในเลือดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด  ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลาอีกต่อไป   เพราะการตรวจที่ว่านี้สามารถกระทำได้โดยง่าย ใช้เวลาไม่นาน  โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่เรียกว่า “เทคนิคการแพทย์”  ซึ่งสามารถให้บริการตรวจประเมินสุขภาพโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการนี้ได้เป็นอย่างดี  โดยที่ผู้เข้ารับการตรวจไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเหมือนที่ผ่านมา  เพียงแต่มาเข้ารับบริการที่ “คลินิกเทคนิคการแพทย์” หรือ “คลินิกแล็บ” ที่มีกระจายอยู่แทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย  ซึ่งจะได้รับบริการตรวจประเมินภาวะสุขภาพโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉกเช่นเดียวกับการตรวจในโรงพยาบาลทุกประการ 

นักเทคนิคการแพทย์ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ตามกฎหมายวิชาชีพ  โดยมีสภาเทคนิคการแพทย์  ทำหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลการประกอบวิชาชีพ  โดยเทคนิคการแพทย์เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการศึกษาอบรมจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะและประสบการณ์ทางห้องปฏิบัติการเป็นอย่างดี  ทั้งยังปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพด้วย  เมื่อท่านเข้ารับบริการตรวจประเมินภาวะสุขภาพกับเทคนิคการแพทย์แล้ว  จึงมั่นใจได้ว่า ท่านจะได้รับข้อมูลผลการตรวจประเมินทางห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ  เพราะเทคนิคการแพทย์คือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการตรวจด้านห้องปฏิบัติการมากกว่าวิชาชีพใดๆ

ในขณะที่สถานการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นนั้น  ประชาชนทั่วไปที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังกล่าว ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยง  ซึ่งข้อมูลจากการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการของนักเทคนิคการแพทย์ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่ออัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวลงได้  ในกรณีที่ตรวจประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงหรือพบว่าเป็นโรค ก็จะได้นำไปสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ  อันเป็นการลดอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงลงได้

วันนี้ เทคนิคการแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมแล้วที่จะออกมาทำหน้าที่เฝ้าระวังโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ  โดยหวังเพียงว่าการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนมีความตื่นตัวที่จะป้องกันโรคที่ว่านี้ได้ 

ก่อนที่อัตราการป่วยและเสียชีวิตจะพุ่งทยานขึ้น จนศูนย์เชี่ยวชาญรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งขึ้น จะรับมือไม่ไหว !!

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here