ช้าก่อน ! หนังสืออนุมัติ/วุฒิบัตร

0
219

สภาเทคนิคการแพทย์ นำร่างข้อบังคับสภาเทคนิคการแพทย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญ ในการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์สาขาต่าง ๆ และหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ. …. ออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 พ.ค.61 เพื่อขอรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ โดยกำหนดหมดเขตรับฟังความเห็นในวันที่ 13 มิ.ย.ที่จะถึงนี้

โดยสาระร่างสำคัญของข้อบังคับฯ ฉบับดังกล่าวก็คือ การกำหนดให้มีการออก “หนังสืออนุมัติ/วุฒิบัตร” แสดงความรู้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ใน 7 สาขา คือ สาขาการธนาคารเลือด, เคมีคลินิก, โลหิตวิทยา, จุลชีววิทยาคลินิก, ภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก, จุลทรรศน์ศาสตร์คลินิก และ พยาธิวิทยาระดับโมเลกุล ส่วนการกำหนดวุฒิอื่น ให้เป็นไปตามประกาศสภาเทคนิคการแพทย์

ทั้งนี้คณะกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์ จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบความรู้เพื่อบริหารจัดการและดำเนินการในการขอรับ “หนังสืออนุมัติ”และคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ เพื่อบริหารจัดการและดำเนินการในการขอรับรับ “วุฒิบัตร” หรือคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการรับหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์

การที่สภาเทคนิคการแพทย์ ยกร่างข้อบังคับฉบับนี้ขึ้นมา ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่สภาฯ เห็นความสำคัญของการพัฒนาต่อยอดวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ให้สูงกว่าระดับปริญญาตรี เฉกเช่นเดียวกับวิชาชีพทางการแพทย์อื่นๆ ที่มี “หนังสืออนุมัติ/วุฒิบัตร” ซึ่งเทียบเท่าระดับปริญญาเอกในวิชาชีพก็ว่าได้

แต่สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ การที่ร่างข้อบังคับดังกล่าว กำหนดชื่อสาขาวิชาไว้เพียง 7 สาขานั้น มีความชัดเจนและครอบคลุมบริบทของการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์เพียงไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คำว่า “สาขาการธนาคารเลือด”อาจจะมีความหมายแคบกว่าการใช้คำว่า “สาขาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต” ซึ่งครอบคลุมกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การจัดหาโลหิต การตรวจสอบคุณภาพ การเตรียม blood component and QA/QC การเตรียมเลือดให้ผู้ป่วย และการแก้ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วย รวมทั้งปัจจุบัน ยังมีงานอื่นที่เกี่ยวเนื่อง อยู่ในส่วนงานของการบริการโลหิตอีกด้วย ดังนั้น ข้อบังคับฉบับนี้ จึงควรที่จะใช้คำว่า “สาขาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต (Transfusion Science)”แทน “สาขาการธนาคารเลือด” เพื่อให้ครอบคลุมกระบวนการทั้งหมดของการบริการโลหิต

สำหรับ “สาขาพยาธิวิทยาระดับโมเลกุล” อาจเป็นคำที่ต้องตีความ ว่าหมายถึงงานด้านไหน อย่างไร และมีหน่วยงานเฉพาะทางเรื่องนี้ หรือมีการเรียนการสอนในสถาบันของเทคนิคการแพทย์แล้วหรือไม่ เพราะการกำหนดชื่อสาขาวิชาจะมีผลผูกพันไปถึงการแต่งตั้งอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ในหมวด 2 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติตามข้อ 13 ด้วย

นอกจาก 7 สาขาวิชาข้างต้นแล้ว ร่างข้อบังคับนี้ ควรมีการกำหนดเพิ่มสาขาอื่นๆ ตามข้อบังคับว่าด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2553 ไว้รองรับวิทยาการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ในอนาคตด้วยหรือไม่ เช่น ชีววิทยาระดับโมเลกุลและมนุษย์พันธุศาสตร์, เทคโนโลยี่เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิด, เทคโนโลยี่การเจริญพันธุ์ของมนุษย์ ยังไม่นับรวมนิติวิทยาศาสตร์ พิษวิทยา และปรสิตวิทยา ซึ่งปัจจุบันก็มีเทคนิคการแพทย์ปฏิบัติงานอยู่ในห้องปฏิบัติการดังกล่าวจำนวนไม่น้อย  ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบคลุมบริบทของการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์เสียตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องออกประกาศกำหนดเพิ่มภายหลังให้ยุ่งยากอีก

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ก็คือ การกำหนดคุณสมบัติของอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ ข้อ 13.3 ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นอนุกรรมการ “ต้องปฏิบัติงานหรือทำการสอนในสาขานั้นๆ หรือที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 10 ปี และขณะเสนอแต่งตั้งยังคงปฏิบัติงานในสาขานั้นอยู่ ระยะเวลาดังกล่าวนั้น อาจให้รวมถึงระยะเวลาที่เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อขอรับวุฒิบัตรด้วย” อันตีความได้ว่า ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการดังกล่าว  จะต้องเป็นผู้ที่มีงานประจำ มีหน่วยงานสังกัด และยังไม่เกษียณอายุราชการ  หรืออาจกล่าวสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า คนที่เกษียณอายุราชการแล้วจะเข้ามาเป็นอนุกรรมการไม่ได้

การกำหนดคุณสมบัติของอนุกรรมการเช่นนี้ จะทำให้นักเทคนิคการแพทย์ หรืออาจารย์เทคนิคการแพทย์อาวุโส ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และมีประสบการณ์ในวิชาชีพสูง ถูกกันอยู่วงนอก  ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผู้อาวุโสเหล่านี้ ล้วนเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าของวิชาชีพ ที่ควรจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่จะถูกกีดกันออกไป  ขณะที่ปัจจุบัน เราจะหานักเทคนิคการแพทย์อายุน้อยๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเทียบเท่านักเทคนิคการแพทย์อาวุโสได้น้อยเต็มที หรืออาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

ไหน ๆ สภาเทคนิคการแพทย์ก็เจตนาดี ที่จะพัฒนาและยกระดับวิชาชีพไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการออกข้อบังคับฉบับที่ว่านี้แล้ว  จึงควรนำเอาข้อคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของทุกฝ่ายไปพิจารณาอย่างรอบด้านด้วย 

อย่าให้ได้ชื่อว่าเปิดรับฟังความเห็นแต่พอเป็นพิธี แต่ไม่เคยเอาความเห็นใดๆ ไปพิจารณาเลยแม้แต่น้อย และเมื่อพิจารณาเป็นประการใดแล้ว ก็ควรจะเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here