ใช้ในเมืองไทย ใช่วิจัยในเมืองเขา (ตอนที่ 2)

0
71

เรื่องต่อไปได้ท้าวความไปแต่แรกแล้วว่างานวิจัยฝรั่งได้เข้ามาทำร้ายชาวไทยให้แตกแยกกันตั้งวัยแรกเกิด นั่นก็คือเรื่องการให้นมบุตร แยกออกได้เป็นหลายข้อ แต่จะขอยกตัวอย่างมารับใช้ท่านเพียงสองก็พอ

ข้อแรกการรับนมผงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายต่อทารกหรือไม่

คำตอบคือ ใช่ พันล้านเปอร์เซนต์ เพราะในน้ำนมจากอกของมารดานั้นมีทั้งสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายทารก อีกทั้งยังมีภูมิคุ้มกันบางชนิดที่แม่ถ่ายทอดกรองจากเลือดเข้าสู่ทารกโดยการดื่มเข้าไป เพราะฉะนั้นการรับนมผงมากกว่า หรือแทนที่นมแม่ จึงเป็นผลเสียต่อทารกอย่างแลกกันหมัดต่อหมัด

หลายท่านที่อ่านก็จะสงสัยว่าอ้าว…. แล้วยังไงล่ะน่ะก็ปกติไม่ใช่หรอไม่เห็นต้องสาธยาย แต่อยากบอกให้มันเข้ากับหัวข้อเรื่องอีกนิด ว่าปัจจุบันนี้มีกลุ่มคนซึ่งในโซเชี่ยลเราจะเรียกว่า “ลัทธินมแม่” ได้เข้าครอบงำการเลี้ยงบุตรอย่างสุดทรมาณทรกรรมชนิดที่เรียกว่า ถ้าผิดจรรยาคุณแม่เทวีเมื่อไหร่ ต้องชี้นิ้วเพชรของนนทุกให้ผู้นั้นสิ้นใจในบัดดล

ต้องขยายให้เห็นใจคุณแม่ที่ร่างกายไม่ทำหน้าที่แม่ตามจิตใจ ไม่สามารถผลิตน้ำนมปริมาณตามต้องการมากเพียงพอ หรือไม่สะดวกในการจะเก็บน้ำนมเอาไว้ให้ลูกในเวลาที่ไม่สะดวกได้ บางรายไม่มีตู้เย็นที่ดีเพียงพอในการเก็บ บางรายไม่มีเวลาจริงๆต้องทำงานนอกบ้านเกือบตลอดในช่วงพ้นระยะลาคลอด หรือเด็กน้อยอายุเริ่มมากขึ้นแล้ว ซึ่งนั่นเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากการวิจัยโดยตรงและนมผงที่ประสิทธิภาพด้อยกว่า ก็เข้ามาทำหน้าที่ทดแทนตรงนี้ แต่เป็นผลกระทบจากการ “เชื่อ” ในทั้งงานวิจัย และตัวบุคคลที่อ้างอิงเรื่องงานวิจัยอ้างอาชีพในการหากินเพื่อขายหนังสือหรืออะไรต่างๆก็ดี

และในเมื่อพูดถึงการให้นมบุตร ก็พามาเรื่องที่สองที่เกี่ยวกับงานวิจัยโดยตรง นั่นก็คือเรื่อง “การให้น้ำดื่ม” ในทารก

เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายถกเถียงตีกันหัวร้างข้างแตก ซึ่งแม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก หรือ WHO หรือยังได้ให้ข้อมูลในเว็บไซท์ขององค์กรอย่างชัดเจนว่า เด็กวัยก่อน 6 เดือน ไม่ควรให้น้ำอย่างเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อจากน้ำ ทำให้ท้องเสียบ้างอะไรบ้าง

แต่นั่นมันคือการเข้าใจแบบ “ฝรั่ง” อย่างแรงกล้าเลยครับ แต่ถามว่าเขาพูดถูกมั้ย ก็ถูกในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ 100%

ทำไม !!!!!! ทำไมต้องไปคัดค้านกันกับองค์การอนามัยโลกด้วย !!!!!! WHO เค้าพูดเลยนะ (โว้ย)

ผมอยากให้เข้าใจนิดนึงครับ ว่าในชีวิตจริงของผมมีคนไข้เด็กทารกหลายท่านแล้วที่ผู้ปกครองพามาพบแพทย์ที่ใกล้ตัวผมด้วยอาการขาดน้ำ (dehydration) อย่างรุนแรงโดยเฉพาะในช่วงเมษาฯหน้าร้อน ไล่ไปจนเกือบทั้งปีซึ่งอาการหนักเบาก็ลดเพิ่มตามฤดูกาล

คำถามแรกที่สงสัยก็คือ เขาไม่ได้ทานนมเพียงพอหรือ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า “พอ” แต่ว่าทำไมถึงยังขาดน้ำถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล จึงต้องถามต่อเมื่อเวลาทานนมอิ่มแล้ว ให้ทานน้ำตามหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่ เพราะเชื่อว่า ไม่ต้องทานน้ำตาม และในนมมีน้ำเพียงพอแล้ว (ตามข้อมูลงานวิจัยเลยครับ)

ผมอยากจะเรียนรับใช้ท่านผู้อ่านว่า มูลเหตุของความขัดแย้งในเชิงวิจัยข้อนี้นั่นคือบรรยาอากาศของสถานที่ทำวิจัยเรื่อง “ห้ามทานน้ำทานเพียงนมแม่” กับสถานที่ที่เราอยู่อาศัยมันต่างกันอย่างแรงกล้า บ้านเขาหนาว อากาศเย็นได้เกือบตลอดปี แต่ขณะที่บ้านประเทศไทยร้อนดังไฟไหม้ต้มน้ำเผาป่าเกือบตลอดปี เชื้อโรคโตง่าย การปนเปื้อนในวัตถุให้นมสูงกว่าเมืองนอก เพราะฉะนั้น ต่อให้ท่านให้แต่นมแม่ แต่แบคทีเรียบนอกแม่ และการทำความสะอาดหัวนมไม่ดีพอก็ทำให้ติดเชื้อได้อยู่ดี

โดยเฉพาะในคุณแม่รายที่มีน้ำนมน้อย หรือไม่มีเลยแล้วจำเป็นต้องทานนมชนิดอื่นๆทนแทน หรือบางท่านที่ให้เด็กเล็กทานนมข้นผสมน้ำ แบบนี้ยิ่งขาดน้ำเข้าไปใหญ่ เพราะในน้ำนมแม่นั้นมีน้ำ ก็ต้องไม่ลืมว่ามีแร่ธาตุ มีสารอาหารที่ร่างกายต้องใช้ “น้ำ” ธาตุ H2O ในร่างกายนั่นแหละเข้าไปเผาผลาญสารอาหารที่ได้รับจากน้ำนม ยิ่งนมข้นด้วย ยิ่งต้องเอาไปเผาผลาญพลังงานหรือจัดเก็บน้ำตาลส่วนเกินจากน้ำตาลและไขมันจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบอัตราส่วนกับขนาดตัวและน้ำหนักทารก แต่ว่าในเมื่อปริมาณน้ำที่ได้รับมีจำกัด แต่ปริมาณน้ำที่ต้องการในร่างกายนั้นสูงกว่าที่ได้รับ จากอากาศร้อน ต้องทำการถ่ายเทระบายอากาศออกไปผ่านเหงื่อก็ดี หรือการปัสสาวะก็ดี เพราะฉะนั้นเด็กทารกชาวไทยจึงต้องการน้ำที่มากกว่าปกติ

การไม่อนุญาตให้เด็กไทย หรือเด็กเมืองร้อนได้รับน้ำเลยนั้นถือว่าผิดต่อสภาวะทางอากาศของประเทศไทยอย่างแรงกล้า และทำให้เด็กๆเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้

ข้อนี้อาจจะเลี่ยงบาลีกันได้ว่าเลี้ยงในห้องแอร์ ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้เอาลูกหมกไว้แค่ในห้องนั้น เรายังพาเขาไปข้างนอก เดินห้าง ตากแดด เจอลม เรียกได้ว่า “คุณแม่โฟร์วีลไดรฟ์” มันก็เป็นส่วนที่ทำให้ทารกน้อยเสี่ยงต่อการใช้น้ำในร่างกายมากขึ้นไปอีก

ถามว่าแล้วต้องทานน้ำยังไงล่ะ ทานน้ำมากก็ไม่ได้ ไม่ทานก็ไม่ดี ก็ให้เป็นการทานเมื่อจำเป็นครับ ซึ่งถ้าอ้างอิงจาก WHO เขาบอกแค่ว่า ช่วง 6 เดือนแรกเท่านั้นที่งดการให้น้ำ เนื่องจากภูมิต่ำ ท้องเสียได้ง่ายเพราะฉะนั้น ให้ระมัดระวังช่วงนั้นก็พอครับ ให้น้ำนมที่เพียงพอกับเขา ให้น้ำตบท้ายบ้าง ไม่เสียหายแต่อย่างใดครับ

ที่พูดมาทั้งหมดนี่ สรุปแล้วก็คือ ให้นมแม่ล้วนๆในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอดในปริมาณน้ำนมที่เพียงพอ ย้ำว่าต้องเพียงพอจริงๆนะครับ เพราะเมื่อมีลัทธินมแม่ประกาศล้วนงดกล้วยน้ำงดนมผงอะไรออกมาแล้ว คุณแม่ท่านเลยให้แต่นมแม่ จะมีมากมีพอไม่พอไม่สนสี่แปดอะไรแล้ว ใครป้อนน้ำ หรือนมผงชงให้ลูกนี่แทบจะเอามีดแทงตาย เด็กขาดสารอาหารตัวแห้งเป็นแย้ย่างกันพอดีครับ

สุดท้ายนี้ แต่ไม่ท้ายสุด เรื่องงานวิจัยที่ได้รับการตีความและเอาไปใช้แบบผิดๆมีเยอะมาก เยอะจนปวดหัวต้องมานั่งแก้ไขกันรายตัว แม้กระทั่งผู้ให้ความรู้หลายท่านก็ยังให้ข้อมูลผิดบ้างพลาดบ้าง (ผมกล้าพูด เพราะมันชัดเจนครับ) เป็นต้น กล่องโฟม ควรหรือไม่ควรใช้ โดยอ้างเรื่องการขัดผลประโยชน์เพื่อให้ตนบอกว่ามันใช้ได้ โดยไม่คำนึงถึงการสะสมสารพิษเอาไว้ในร่างกายก็ดี ก็อยากฝากเอาไว้ครับว่ารับอะไรมาศึกษาให้ถ่องแท้ถามผู้รู้แบบเหมาะสมให้ดีก่อนและกรั่นกรองให้ตรงตามความจริง ไม่ใช่ตามตัวอักษร ไม่เช่นนั้นท่านจะได้รับข้อมูลแบบฝรั่ง หรือแบบเมืองแขกไปโดยไม่ใช่เมืองไทยเลยจริงๆ

ขออนุญาตทิ้งท้ายนะครับ อีกหนึ่งเรื่องที่งานวิจัยเข้ามาเกี่ยวดองหนองยุ่ง และทำเอาวงการสาธารณสุขสั่นสะเทือน เราจะมาแลกเปลี่ยนสนทนากันในครั้งหน้า

เรื่อง“เสื้อกาวน์” นั่นไงครับผม !!

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here