ใช้ในเมืองไทย ใช่วิจัยในเมืองเขา (ตอนที่ 1)

0
74

วันนี้นั่งอ่านหนังสือเพลินๆ เจริญสายตาไปพบคอลัมน์หนึ่งของ “หมอดื้อ” ในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับประจำวันที่ 1 ต.ค.60 เข้า ก็เกิดความคิดว่าเมืองไทย ย่อมต้องใช้ระบบการทำงาน หรือการวางระบบสาธารณสุขให้เหมาะสมกับบุคลิกนิสัย และการดำเนินงานทางสาธารณสุขของคนไทย ทั้งเรื่องการประกันการทำงานในขณะที่มีการฟ้องร้อง โดยรัฐบาลลองปกป้องเองแบบอังกฤษ หรือจะให้ทางโรงพยาบาลร่วมกับบริษัทประกันออกมารับท้ายให้แบบสหรัฐอเมริกาก็ดี

แต่จริงๆแล้วความพาลทางความคิดมันทำให้ผมนึกไปถึงเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรามากกว่านั้น นั่นคือเรื่องของการศึกษางานวิจัย การเอางานวิจัยมาใช้ในชีวิตจริง

มีหลายประการ หลายเรื่องราว หลายระดับชั้นนักแล ที่งานวิจัยเข้ามามีผลในชีวิตปัจจุบัน และทำให้คนไทยทะเลาะกันเองมานักต่อนัก (ยังไม่นับพวกความเข้าใจผิดที่สร้างมาจากการใช้ชีวิตสมัยโบราณด้วยนะ) แต่ทำไมเราไม่เคยมานั่งคุยกันให้เข้าใจกันนะ ว่าจริงๆแล้ว ควรวิเคราะห์เรื่องงานวิจัยให้เข้าใว่าต้องปรับใช้ให้ถูกต้องอย่างไร

ประการแรก (ซึ่งใน “ส่องกล้อง ส่องเรื่อง” ครั้งต่อๆไป ก็จะเน้นย้ำอีกจนกว่าจะหมดลม) งานวิจัย เป็น “วิชาที่ยังไม่ตาย” ถึงต่อให้มันเป็นทฤษฎี หรือจนกลายเป็นกฏ มันก็ยังมีโอกาสที่จะถูก “เปลี่ยนแปลง” ได้ในอนาคตที่มีการค้นพบเรื่องใหม่ ค้นพบจุดด้อยของงานวิจัยเก่าๆ (ซึ่งมันถูกเขียนไว้ หรือมีโพรงมีช่องให้เห็นเสมอในตัวเปเปอร์เล่มจริง)

ประการที่สอง (นี่ก็อยากย้ำ แต่คงไม่สำคัญเท่าประการแรก) งานวิจัยแต่ละฉบับ มีการอ้างอิงจากงานวิจัยอื่นๆภายนอกหลากหลายที่ แต่สุดท้ายแล้ว งานวิจัยที่สุทธิออกมาตีพิมพ์ก็ยังอ้างอิงจากการทำงานใน “ประเทศนั้นๆ” “สถานที่นั้นๆ” “แล็บนั้นๆ” “อุปกรณ์ในแล็บนั้นๆ” และรวมไปถึง “บรรยาอากาศในแล็บนั้นๆ” ก็ด้วย ยิ่งคนที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเดินชีวิต เช่น เลี้ยงเซลล์ สเต็มเซลล์ ฯลฯ จะยิ่งรู้ซึ่งอย่างดีว่าหมายความอย่างไร

เพราะยิ่งทำการทดลองเพื่อหาสภาวะที่เหมาะสม หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ในกลุ่มงานว่า “Try Condition” โดยลอกจากงานวิจัยอื่นๆมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นความต่างว่าผลที่ได้อาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกับในงานวิจัยต้นฉบับเสมอไป ถึงแม้ว่าจะใช้อุปกรณ์ทุกอย่างแม้กระทั่งตู้อบเลี้ยง (Incubator) รุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน น้ำยาเหมือนกันทุกกระเบียด จนไปถึงทิปที่ใช้สวมกับปลายไปเปตต์ก็ตาม

หรือต่อให้พาเอาเจ้าของงานวิจัยชิ้นที่เราอ้างอิงนั้นมานั่งทำงานให้เราด้วยอุปกรณ์เดียวกันทั้งหมด แต่ต่างกันที่ห้องทดลองก็ตาม ก็ยังให้ผลที่ต่างกันราวหน้ามือหลังเท้าได้ เพราะฉะนั้นแล้วผลงานวิจัยที่ทำการตีพิมพ์ออกมาทั้งหมด จึงไม่ได้แปลว่า “ต้อง” บังคับใช้กับทุกคนทุกที่แต่อย่างใด

แต่ที่พูดก็พูดไป เมืองไทยขณะนี้กำลังสร้างค่านิยม “งานวิจัยคือบิดา” “มีชื่อเสียงมาจึงน่าเชื่อถือ” ขึ้นมาแบบซึมๆ จนขณะนี้กลายเป็นเหมือนเทรนด์ขนาดใหญ่ไปแล้ว

เพราะฉะนั้น ผมจะรับใช้ท่านผู้อ่านในฐานะ “คนทำวิจัย” และ “คนมองต่างมุมกับงานวิจัย” ก็แล้วกัน ส่วนท่านผู้อ่านจะตรึกตรองเชื่อถือหรือไม่ก็ขอให้เป็นวิจารณญาณของท่านเสียแล้วกัน

เรื่องแรกที่เป็นเหมือนความเชื่อ ปะปนกับความรู้ แต่เอาจริงๆก็คือเรื่องที่มีหลักการแฝงอยู่ นั่นก็คือเรื่อง “การรักษาโรคไต ด้วย เซี่ยงจี๊ และ เม็ดลิ้นจี่”

เรื่องนี้เป็นที่ลือชากันมากมายในโลกโซเชี่ยล เป็นการรักษาแบบโบราณที่ตัวผมโดยส่วนตัวคลุกคลี และได้เห็นการรักษาแบบนี้ร่วมกับการรักษาแบบแผนปัจจุบันมาจนถึงวันนี้ และในสายตาส่วนตัวคนไจ้ที่เข้าทการรักษาแบบนี้ “หาย” หรืออาการดีขึ้น ก็มีมานักต่อนัก ถัดมาไม่นานก็ได้มีการส่งต่อข้อมูลนี้ในเชิงการแชร์ต่อไปเรื่อยๆปากต่อปาก ไม่นานนักเพจใหญ่ๆนักวิทยาศาสตร์ทุกแขนงก็ออกมาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆ เพื่อทำการ “ค้าน” อย่างหัวชนฝา

สุดท้ายแล้วเหล่าเพจนั้นๆก็ได้ทำการวิเคราะห์ว่า นอกจากจะไม่รักษาโรคแล้ว ยังทำให้อาการหนักลงไปด้วยเนื่องจากมีเกลือแร่ที่ส่งผลต่อโรคไตปริมาณสูง เป็นต้น โพแทสเซี่ยม ซึ่งส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น และกระตุ้นอาการให้หนักขึ้นมากกว่า

ส่วนตัวของผมเองจะไม่มาสรุปเป็น 100% ว่าสูตรนี้ถูกต้อง หรือไม่ แต่อยากฝากแง่คิดเอาไว้มากกว่าครับ ว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้น หลายประการก็ยังไม่สามารถที่จะสกัดเอาความจริงทั้งหมดออกมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือการรักษาแผนโบราณที่ใช้กันมานานแล้ว และได้ผลสำหรับคนโบราณได้ แต่ขณะเดียวกัน บ้านเราประเทศไทยเรา ต่างก็พยายาม “ดูถูก” ดิ้นให้หลุดจากความเชื่อหรือการรักษาแผนโบราณอย่างน่าเกลียดน่าชังโดยไม่หยิบหาประโยชน์จากมันเลย

เป็นการสร้างงานวิจัยจากน้ำใต้ศอกต่างประเทศ มากกว่าการสร้างงานวิจัยด้วยตนเอง

ทำไมเราถึงไม่เอาความรู้เหล่านั้นมาสกัดเอาคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้น มีคนรักษาหายจากการใช้สูตรนี้ “จริง” แต่เราเลือกที่จะปฏิเสธิโดยอ้างว่า “ไม่มีงานวิจัย” “ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน” แล้วก็นอนจิบเบียร์ ปิ้งกุ้ง หาเวลาไปออกทีวี เขียนหนังสือขาย ลดเบาหวาน แบบนั้นหรือ

ถ้าหากว่าท่านผู้อ่านมีใจรักการศึกษาเพิ่มเติม อยากเรียนให้ท่านลองศึกษาในหัวข้อ “Oligonol” ให้ละเอียดถี่ถ้วน โดยสารตัวนี้พบได้มากในเม็ดและเนื้อลิ้นจี่ ชาเขียว บางงานศึกษายังบอกว่าในเม็ดองุ่นก็มีสารตัวนี้เช่นกัน

มีงานวิจัยจำนวนมากที่ออกมาระบุแล้วว่าสารตัวนี้สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ หรือบรรเทาโรคร่วมกับการรับยาชนิดอื่นๆร่วมได้ โดยหนึ่งในนั้น ก็คืออาการของ โรคไตที่เกิดจากเบาหวาน ไตวาย ฯลฯ โดยไปยับยั้งการทำงานของโปรตีนบางชนิด (NF-kB และ P38) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไตได้ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยบรรเทาเบาหวานได้ด้วย เพราะฉะนั้น การศึกษาว่าลิ้นจี่ เม็ดลิ้นจี่ สามารถสกัดเอาสารที่มีประโยชน์ออกมาใช้ในการรักษาโรคไตได้นั้น เป็นอันว่าเสร็จพิธี ท้าให้เสิร์จครับ ว่ามันมีจริงๆ

แต่ย้ำว่าผลเสียในการใช้ Oligonol ในระยะยาวนั้น ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างชัดเจนดีพอจึงต้องระมัดระวังในการใช้สารตัวนี้ในการรักษาอยู่วันยังค่ำ

ส่วนเซี่ยงจี๊ หรือ เป็นประเพาะปัสสาวะหมู ซึ่งหลายท่านชอบเอามาต้มกินอยู่แล้วตามร้านสุกี้ชื่อดัง (ผมก็ชอบนะกรุบๆดี) ไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน หรือตัวผมเองนี่แหละ ตาสั้นเอื้อมไปไม่ถึงงานวิจัยที่ดีๆสวยๆเอามารับใช้ท่านผู้อ่านได้

แต่ส่วนตัวเชื่อว่า มันต้องมีจุดประเด็นกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในวงการแพทย์จีนซึ่งเป็นต้นตำรับ (ก๋งของผมพายเรือมาจากจีนพร้อมสูตรนี้นี่แหละ)

ประเด็นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ เอาไว้อ่านต่อตอน 2 นะครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here