เทคนิคการแพทย์ กับ เศรษฐกิจพอเพียง

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด…”

(พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517)

ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันไม่ใช่แค่การประหยัดหรือลดต้นทุน แต่มีผลถึงความมั่นคงของชาติ ก็ในเมื่อเรา .. นักเทคนิคการแพทย์ .. ฟันเฟืองตัวหนึ่งของระบบสุขภาพ มีอิทธิพลต่อคุณภาพของประชากร กระทบไปถึงความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถือเป็นกำลังอำนาจของชาติที่สำคัญ เหตุใดผู้คนในวิชาชีพเราถึงได้ไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มากเท่าที่ควร ไม่ใช่แค่นำมาเป็นหัวเรื่องการประชุมให้ดูอินเทรนด์ แต่ควรนำมาทำเป็นวาระของวิชาชีพให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ไม่จำเป็นต้องอธิบายกันมากว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” คืออะไร เพราะเวลาผ่านพ้นมากว่า 40 ปี นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และ “เศรษฐกิจพอเพียง” ถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้มีผู้รู้หลายท่านพยายามขยายความช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 และปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”  ได้ถูกบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ใน พ.ศ. 2542

จนถึงปัจจุบัน แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในมาตรา 75 ความว่า: “รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศ

อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ได้จัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น “ข้อเสนอในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง” ทั้งนี้เนื่องจากในพระราชดำรัสหนึ่ง ได้ให้คำอธิบายถึง เศรษฐกิจพอเพียง ว่า “คือความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภมาก และต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น”

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย ต้องประสบปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และ ต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อที่จะยืนหยัดในการไม่พึ่งพาผู้อื่น และ พัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริว่า ไม่ได้จำเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือ ทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้  และผมยังเชื่อว่าปัจจุบันนี้ แม้เราจะฝ่าปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตกมาได้ เราก็ยังไม่อาจพูดได้ว่าเศรษฐกิจของชาติมั่นคงดีแล้ว

ถ้ามองเฉพาะในวงการเทคนิคการแพทย์ของเรา ยังคงมีปัญหาบุคลากรตกงาน คุณภาพบุคลากรตกต่ำ การผลิตเกินความต้องการ  มีการกระจุกตัวของความเจริญเฉพาะในชุมชน มีความพยายามจะครอบครองตลาดของผู้ค้ารายใหญ่ๆ โดยนำเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่สามารถสร้างผลงานจำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ แต่ใช้กำลังคนน้อย มาทุ่มตลาด มีการชักจูงให้นักเทคนิคการแพทย์ใฝ่ฝันถึงการทำงานที่สบายไม่เหนื่อย แต่ได้ค่าตอบแทนสูง มีการชักจูงให้ทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีระบบคุณภาพระดับโลก ฯลฯ แต่กลับไม่สนใจที่จะหาทางพึ่งพาตนเอง ดึงเอาศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้มากกว่าศักยภาพของเครื่องอัตโนมัติ ไม่ส่งเสริมการคิดหานวัตกรรมที่ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า เช่นเตรียมน้ำยาตรวจใช้เอง ดัดแปลงเครื่องมือให้มีอายุการใช้งานยืนยาวมากขึ้น

ขอยกบทความที่อธิบายหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมองความหมายของ มูลค่ากับคุณค่า ให้ท่านอ่านประกอบ

          เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง ทำให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจำเป็นที่ทำได้โดยตัวเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชน และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจากตนเองและความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของ ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ” คือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า”

          ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ที่เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะรวดเร็วขึ้นและปัญหาจะตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จำกัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสำคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาดและการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้ รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ (Demonstration Effects) จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย จะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (Over Consumption) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน

          การบริโภคที่ฉลาดดังกล่าวจะช่วยป้องกันการขาดแคลน แม้จะไม่ร่ำรวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้น ในยามทุกข์ภัยก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป เพราะฉะนั้นความพอมีพอกินจะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการแลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างหมู่บ้าน เมือง และแม้กระทั่งระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือการบริโภคนั้นจะทำให้เกิดความรู้ที่จะอยู่ร่วมกับระบบ รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้งถิ่นไปหางานทำ เพื่อหารายได้มาเพื่อการบริโภคที่ไม่เพียงพอ

          ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรและยังมีพอสำหรับประชาชนไทยถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึด ” คุณค่า ” มากกว่า ” มูลค่า ” ยึดความสัมพันธ์ของ “บุคคล” กับ “ระบบ” และปรับความต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ตามหลักขาดทุนเพื่อกำไร และอาศัยความร่วมมือเพื่อให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็งอันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบสังคม

ถึงแม้ท่านผู้อ่านจะรับทราบเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มามากแล้วก็ตาม ผมขอนำแผนภาพแสดงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วยความ “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม” มาพิจารณาทบทวนเป็นประเด็นสุดท้าย ว่าเราจะโน้มนำปรัชญานี้ มาเป็นแนวทางปฏิบัติของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ได้อย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่ความสมดุล และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ตัวอย่างทางสายกลางของการทำงานห้องปฏิบัติการ เช่น มีความพอประมาณในการใช้สถานที่และทรัพยากร ไม่ใช่อยากมีห้องกว้างๆ มีเครื่องมือเยอะๆ มีนักเทคนิคการแพทย์อยู่กันมากๆ โดยไม่ดูบริบทของงานหรือขององค์กรที่ตนสังกัดว่าจำเป็นเพียงไร มีภูมิคุ้มกันในตัวพอที่จะไม่หลงไปกับกระแสวัตถุนิยมและบริโภคนิยม เช่นไม่หลงใหลได้ปลื้มกับความสะดวกสบายที่ได้ใช้น้ำยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียเวลาเตรียมน้ำยาตรวจเอง หรือ หลงกับการแสวงหา “รายได้และอำนาจ” ที่มิชอบ … ผมเชื่อว่า คนไทยเราเก่ง เตรียมน้ำยาได้เอง ซ่อม สร้างและดัดแปลงเครื่องมือได้เอง ค้นคิดหาวิธีประหยัดและใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าได้ แต่หลายคนอาจไม่มีโอกาสแสดงความสามารถ เพราะจุดอ่อนของคนไทยคือการทำงานเป็นทีม การไม่ยินดีที่ผู้อื่นได้ดีกว่าตน และการคิดว่าฝรั่ง (รวมถึง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ) เก่งกว่าคนไทย

ผมไม่หาญกล้าที่จะออกมาชี้นำว่าวิชาชีพของเราจะต้องกำหนดแผนปฏิบัติการอย่างไร เพื่อไปสู่ภาวะ “เศรษฐกิจพอเพียงของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์” แต่เมื่อท่านได้รับทราบแนวคิดและความเห็นกว้างๆ ของเรื่องนี้แล้ว ท่านสามารถคิดต่อได้ว่า สิ่งแวดล้อมและระบบการทำงานของท่านมีอะไรบ้างที่ยังไม่เป็นไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเราควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร

อยากให้บทความนี้มีส่วนกระตุ้นความคิดของท่านๆ เพื่อร่วมกันเสนอความเห็นในแง่มุมต่างๆ ต่อท้าย บางที … ผู้มีอำนาจอาจนำข้อเสนอของท่านไปใช้ประโยชน์ต่อวิชาชีพโดยรวมก็ได้ครับ

สุดท้ายนี้ ในเดือนตุลาคม 2560 เดือนแห่งการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  ในนามนักเทคนิคการแพทย์ผู้หนึ่ง ขอปฏิญาณว่าจะนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระองค์ท่านพระราชทานแก่ชาวไทย ไปปรับใช้ในการดำรงชีพ และการปฏิบัติงานให้จงได้.

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here