ถึงเวลาต้องเสียสละ

(ขอบคุณ : ภาพ "ตูน บอดี้สแลม" จาก http://news.sanook.com/4143910/)

เห็นข่าว “พี่ตูน บอดี้สแลม” ออกวิ่งการกุศลตั้งแต่ใต้จรดเหนือ ระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร เพื่อหาเงิน 700 ล้านบาท ช่วยเหลือโรงพยาบาล 11 แห่งแล้ว ใครๆ ก็ปลื้มค่ะ

ไม่คิดว่า ยุคนี้ พ.ศ.นี้ จะมีคนที่เสียสละทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้มากมายขนาดนี้ 

คิดดูสิเจ้าคะ การออกวิ่ง 2,000 กว่ากิโล ใช้เวลากันเป็นแรมเดือนกว่าจะถึงจุดหมาย ฝ่าแดด ฝ่าฝน ทนร้อนทนหนาวออกขนาดนี้ ไม่เรียกว่าเป็นความเสียสละ แล้วจะเรียกว่าอะไรคะ

ไม่เพียงแต่พี่ตูนคนเดียวที่เสียสละ ประชาชนคนทั่วไปที่ร่วมกันออกมาบริจาคเงินกันรายทาง จนยอดวันนี้ทะลุ 150 ล้านเข้าไปแล้ว ก็ต้องเรียกว่าเป็นความเสียสละของผู้คนมากมายในสังคมด้วยเช่นกัน

ความเสียสละของใครต่อใครในคาบนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างดีๆ ให้คนอื่นๆ ได้นำไปประพฤติปฏิบัติกันได้บ้าง สังคมจะได้น่าอยู่ขึ้น

ที่น้องมายด์ยกเอาเรื่องพี่ตูนและความเสียสละมาพูดถึงนี้ ก็เพราะมันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเสียสละของผู้คนให้พูดถึงนะสิคะ

จะอะไรเสียอีกล่ะคะ ก็เรื่องสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของบรรดาข้าราชการทั้งหลายนั่นปะไร พอมีข่าวว่ากรมบัญชีกลางจะปรับปรุงรายการและอัตราค่าบริการในหมวดที่ 6 ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต และหมวดที่ 7 ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ (เรียกสั้นๆ ว่า “ค่าแล็บ” ก็แล้วกัน) ให้ส่วนราชการและสถานพยาบาลของทางราชการถือปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 มค.2561 เป็นต้นไป ก็มีรายการหยิบมา “เมาธ์” กันทันที

เทคนิคการแพทย์หลายท่าน ตั้งข้องสังเกตว่า “ค่าแล็บ”ที่กรมบัญชีกลางกำหนดขึ้นใหม่นั้น บางรายการนอกจากจะไม่คุ้มทุนแล้ว ยังขาดทุนชนิด“ขาดทุนบักโกรก”เลยก็ว่าได้  ยกตัวอย่างเช่น HBV viral load จากเดิม 2,200 บาท ก็ลดเหลือ 1,300 บาท TB PCR จาก 1,500 บาท ก็เหลือ 880 บาท เป็นต้น

“ขาดทุนป่นปี้ เพราะดันเอา code HBV PCR Qualitative มาใส่แทน code ของ viral load ราคาต้นทุนมันคนละเรื่องเลย คนพิจารณาทำรายการตรวจและราคามั่วมาก” ใครบางคนว่า

“ค่าแล็บบางตัวที่เคยเบิกได้  ก็เบิกไม่ได้” อีกคนบ่น แถมประชดเข้าให้ว่า เขามีแต่จะปรับค่าตรวจขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ นี่ดันผ่าปรับลงสวนกระแสซะงั้น และว่าคณะทำงานที่พิจารณารายการตรวจและราคาตรวจ ดูเหมือนไม่เข้าใจและสับสนในการทำข้อมูลในบางรายการทดสอบเสนอกรมบัญชีกลาง ให้ทำประกาศที่ส่งผลกระทบต่อหน่วยให้บริการ โดยเฉพาะสถานพยาบาลตติยภูมิ ซึ่งมีรายการทดสอบที่ซับซ้อน เพราะต้องใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคส่งต่อมาจากที่อื่น เพราะ รพท.หรือแม้แต่ รพศ.ก็ยังทำการตรวจไม่ได้  แต่ดันเสนอตัดรายการทิ้ง ไม่ให้เบิกค่าตรวจ ทั้งทีแต่ก่อนเบิกได้ แถมรหัสบางรายการก็ผิดจากเดิมไม่สอดคล้องกับชื่อรายการ ทำให้ราคาผิดไปด้วย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “หรือจะเป็นเพราะกรมบัญชีกลางจงใจทำ เพราะงบเบิกค่ารักษาพยาบาลมันเอาไม่อยู่แล้ว

ร่ำๆ จะขอให้สภาฯ-สมาคมฯ  รับหน้าเสื่อออกโรงเจรจากับกรมบัญชีกลาง เพื่อขอให้ปรับค่าแล็บใหม่อยู่รอมมะร่อ

ก็น่าเห็นใจอยู่หรอกค่ะ เพราะเมื่อคิดในมุมของแล็บ การตรวจบางรายการที่มีต้นทุนสูง แต่ตรวจแล้วเก็บค่าตรวจจากใครไม่ได้ หรือเก็บได้แต่ไม่คุ้มทุน มีแต่ขาดทุนบักโกรกยันเต มันก็น่ากลุ้มอยู่ไม่น้อย ถ้าเป็นองค์กรธุรกิจขืนทำแบบนี้ มันก็มีแต่จะเจ๊งกับเจ๊งเท่านั้นแหละค่ะท่านผู้ชม

แต่คิดให้ดีแล้ว น้องมายด์ว่าก็น่าเห็นใจกรมบัญชีกลางเขาอยู่เหมือนกันนะเจ้าคะ เ้พราะนอกจากจะมีหน้าที่ในฐานะหน่วยงานกลางในการเบิกจ่ายเงินของแผ่นดินแล้ว ยังจะต้องดูแลบุคลากรภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานราชการ ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบราชการให้มีความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับฐานะ ไม่เดือดร้อนจากการรับราชการ มีความมั่นคงในชีวิต และหากเจ็บป่วย ทางราชการก็สามารถให้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้

ความที่ต้องดูแลสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้กับบุคลากรภาครัฐนี่แหละ ที่ทำให้ปวดหัว ข้าราชการไทยก็ช่าง “ขี้โรค”เสียจริง เบิกค่ารักษาพยาบาลกันบานทะโรค เพิ่มพรวดๆ ขึ้นทุกปี ภาวะเศรษฐกิจของประเทศก็ย่ำแย่ซบเซา ไม่รู้จะเอาที่ไหนมาจ่าย มันก็ต้องมีมาตรการเพื่อความอยู่รอดกันมั่งแหละค่ะ 

ที่ผ่านมามีการสำรวจ พบว่ามีการจ่ายยาเกินความจำเป็นไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ยังไม่นับรวมการตรวจแล็บที่บางครั้งสั่งตรวจกันยาวเป็นหางว่าวอีกต่างหาก ที่ว่าเนี่ยทุกอย่างฟรีหมดเจ้าค่ะ คนป่วยไม่ต้องจ่ายสักบาท เพราะเบิกจ่ายจากต้นสังกัดหรือกรมบัญชีกลางได้ มันเลยทำให้กรมบัญชีกลางต้องควักกระเป๋าจ่ายจนกระเป๋าฉีกแล้วฉีกอีก เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทีเดียวเจียวค่ะท่านผู้ชม

ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็จะตกที่นั่งลำบากกันทั้งประเทศ เลยจำเป็นต้องกำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ว่าถ้าคุณจะตรวจ ก็ตรวจได้นะ แต่มีให้เบิกได้เท่านี้แหละ ที่เหลือคุณต้องจ่ายเอง หรือบางอย่างคุณก็จะเบิกไม่ได้เลย ถ้าอยากตรวจก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด ไม่ใช่ตรวจให้ฟรีๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะจ๊ะจะบอกให้

น้องมายด์ว่า ทำแบบนี้ก็เข้าท่าไปอีกแบบ บุคลากรภาครัฐที่เคยได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลชนิดเต็มร้อยมาตลอด จะได้ “เสียสละ”กับเขาบ้าง

ไม่ถึงขนาดว่าจะต้องไปเสียสละด้วยการวิ่งจากใต้จรดเหนือแบบ “พี่ตูน”เค้าหรอกค่ะ  แค่ยอมควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างหรือส่วนที่เบิกไม่ได้บ้างคนละเล็กละน้อย ก็ถือว่าได้ร่วมกัน “เสียสละ” ในยามที่ประเทศชาติเกิดภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจแล้ว เพราะอย่างไรเสียพวกท่านก็มีเงินเดือนกินประจำ ไม่เหมือนชาวบ้านที่เขาไม่มีเงินเดือนกัน  การยอมเสียสละบ้างเล็กๆ น้อยๆ มันก็คงไมทำให้ท่านเดือดร้อนนักใช่ไหมคะ

บรรดาหมอๆ ทั้งหลาย ที่เคยสั่งยา สั่งตรวจแล็บกันเป็นว่าเล่น คราวนี้ก็ต้องพิถีพิถัน ระมัดระวังกันหน่อย เลือกเอาที่จำเป็นจริงๆ จะได้ไม่เป็นภาระของใครมากนัก

ส่วนห้องแล็บทั้งหลาย น้องมายด์กราบเรียนตามตรงว่า ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไรกับเรื่องนี้ จนถึงขนาดจะต้องยื่นเรื่องให้กรมบัญชีกลางทบทวนการกำหนดค่าแล็บใหม่แต่ประการใด  เพราะค่าแล็บบางตัวที่เบิกได้ไม่เต็ม หรือเบิกไม่ได้เลย ก็ใช่ว่าแล็บจะต้องเป็นคนจ่ายเองซะที่ไหนละคะ ก็ตามไปเรียกเก็บจากคนที่มาตรวจสิคร้า….

ถือเสียว่า เปิดโอกาสให้ข้าราชการและบุคคลากรภาครัฐ ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย น้องมายด์ว่า  อานิสงส์พอๆ กับการเสียสละออกวิ่งแบบ”พี่ตูน” เลยล่ะคร่าาาาาา…

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here