รักษาสภาพปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ด้วย Parabens ผลงานนวัตกรรมทางเทคนิคการแพทย์ ที่รอการต่อยอด

เมื่อราวๆ 5 ปีก่อน ที่โรงแรมริชมอนด์ กรุงเทพฯ มีการประชุมวิชาการ Jewel Star: The Intangible Asset of Clinical Laboratory ซึงสนับสนุนโดยบริษัท พีซีแอลโฮลดิ้ง จำกัด มีการนำเสนอผลงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นผลงานของกลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลลำปาง โดยคุณจินดา ใสสุขสอาด เป็นผู้นำเสนอ

ผลงานนี้ชื่อ “การนำขวดน้ำยาที่ใช้แล้วมาเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงโดยใช้น้ำยา parabens เป็นสารรักษาสภาพ” ซึ่งผู้ปฏิบัติงานทางเทคนิคการแพทย์ที่ต้องเตรียมภาชนะเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงคงทราบดีถึงความทุลักทุเลทั้งด้านคนเตรียมและด้านคนที่ต้องไปเก็บ หากมีการนำผลจากการวิจัยนี้มาใช้ในงานประจำอย่างกว้างขวาง จะถือได้ว่าเป็นก้าวใหม่ของวงการเทคนิคการแพทย์เลยทีเดียว ขออนุญาตนำบทคัดย่อมาเสนอให้ทราบกัน

การใช้ขวดแก้วสำหรับเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง และใช้ Toluene เป็นสารรักษาสภาพ มีความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและติดเชื้อเนื่องจากขวดแตก และเกิดพิษจากสาร Toluene และการปนเปื้อนสู่สภาพแวดล้อม

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำขวดน้ำยาพลาสติกที่ใช้แล้วมาเก็บปัสสาวะ และใช้ Parabens เป็นสารรักษาสภาพ เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำขวดน้ำยาพลาสติกที่ใช้หมดแล้ว ขนาดความจุ 2 ลิตร มาให้ผู้ป่วยใช้เก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง และเปลี่ยนมาใช้ Parabens เป็นสารรักษาสภาพแทน Toluene ซึ่งใช้อยู่เดิม

ผลการศึกษาพบว่า การประเมินความพึงพอใจด้วยแบบสอบถาม จากเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ 13 คน เจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วย 12 คน และผู้ป่วยนอก 14 คน ได้คะแนนความพึงพอใจการใช้ขวดที่เปลี่ยนใหม่ร้อยละ 91.83, 87.67 และ 88.65 ตามลำดับ

การพัฒนานี้ เป็นการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ ผู้รับบริการพอใจเพราะขวดน้ำหนักเบา ไม่แตก ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บติดเชื้อและการเกิดพิษจาก Toluene ยุติการทิ้ง Toluene และลดขยะพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การปฏิบัติงานดีขึ้น

การเก็บปัสสาวะในงานตรวจประจำวันทั่วไป

ผลงานวิจัยนี้ เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากการนำเสนอโครงการ The Star Contest รุ่นก่อน เมื่อ 17 ธ.ค.2553 โดยในครั้งนั้นได้นำเสนอเรื่อง “การประเมินสารกันเสียในอาหารและเครื่องดื่ม: Parabens มาใช้รักษาสภาพปัสสาวะ 24 ชั่วโมง” ซึ่งได้พิสูจน์ว่าสามารถใช้ parabens แทน toluene ได้โดยผลการวิเคราะห์ไม่แตกต่างกัน และคณะวิจัย ได้นำเรื่องนี้ไปเสนอผลงานระดับนานาชาติ เป็น Poster Presentation เรื่อง “Parabens as Preservative for 24 Hours Urine Specimen” ในงาน IFCC-WorldLab EuroMedLab ที่ประเทศเยอรมันนี เมื่อเดือน พ.ค. 2554

รายละเอียดของการเตรียมขวดใส่ปัสสาวะคือ ใช้ขวดพลาสติก HDPE ขนาด 2 ลิตร มีฝาเกลียว ที่เคยใส่น้ำยาที่ใช้กับเครื่อง Beckman Coulter มาล้างให้สะอาด ตากแห้ง ใส่สารละลาย parabens ตามสูตรของฝ่ายเภสัชกรรม 10 มิลลิลิตร (เป็นส่วนผสมของ methyl paraben 5% และ propyl paraben 1% ใน propylene glycol) โดยผู้ป่วย 1 คน จะได้รับขวดเก็บปัสสาวะ 2 ขวด

ผลการวิจัยระบุว่า ได้ประเมินด้วยวิธีทดลองเปรียบเทียบกับ toluene ที่ใช้รักษาสภาพปัสสาวะ โดยการตรวจ urine protein จำนวน 20 ตัวอย่าง พบว่าให้ผลตรวจไม่แตกต่างกัน แต่ข้อดีของการใช้ parabens คือสามารถดูดตัวอย่างปัสสาวะได้ง่ายเนื่องจาก parabens ละลายเป็นเนื้อเดียวกับปัสสาวะ ดังนั้นจึงน่ามีการวิจัยต่อไปว่า การตรวจอื่นนอกเหนือจาก urine protein เช่น uric acid, calcium, VMA, electrolytes จะสามารถใช้ parabens ได้หรือไม่

ผมขอนำข้อมูลของ Parabens มาชี้แจงท่านที่ไม่คุ้นเคยกับสารนี้ว่า มันเป็น ester ของ para-hydroxybenzoic acid ซึ่งตัวที่ใช้แพร่หลายในการรักษาสภาพเครื่องสำอางและเภสัชภัณฑ์ หรือแม้แต่อาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ methylparaben (E218), ethylparaben (E214), propylparaben (E216) และ butylparaben เนื่องจากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา และมีความปลอดภัย

การศึกษาทางพิษวิทยาในสัตว์ทดลองจัดว่า parabens เป็นสารไม่มีพิษ แต่ยังมีผู้สงสัยเรื่องความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้กับมนุษย์ เพราะมีรายงานพบ parabens ปริมาณน้อยมากในเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านม และนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การใช้น้ำยาดับกลิ่นเหงื่อใต้รักแร้อาจทำให้ parabens ดูดซึมไปยังเนื้อเยื่อเต้านม กับพบว่า parabens มีคุณสมบัติเลียนแบบ estrogen (endocrine disruptor) (ฮอร์โมนนี้มีบทบาทในการเกิดมะเร็งเต้านม) แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยใดเสนอความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง parabens กับมะเร็ง อย่างไรก็ตาม มีผู้ให้ความเห็นว่าความคล้าย estrogen ของมันอาจเป็นสาเหตุให้เด็กผู้หญิงทุกวันนี้เป็นสาวเร็วขึ้น

การที่ประชาชนเริ่มระแวงความปลอดภัยของ parabens ทำให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางเริ่มหาสารทดแทน parabens และโฆษณาสินค้าตัวใหม่ว่าเป็น “Paraben-free” แต่ยกเว้นสารสกัดจากเมล็ด Grapefruit ซึ่งมักส่งเสริมการขายว่าเป็นสารรักษาสภาพจากธรรมชาตินั้น พบว่าที่จริงแล้วก็มีสาร methyl paraben ตามธรรมชาติปะปนอยู่เหมือนกัน

สรุปว่า ในส่วนของการนำ Parabens (ส่วนผสมของ methyl paraben 5% และ propyl paraben 1% ใน propylene glycol) มาใช้เป็นสารรักษาสภาพปัสสาวะแทนการใช้ Toluene ตามผลการวิจัยข้างต้น ไม่น่าเป็นอันตรายต่อผู้เตรียมภาชนะหรือผู้เก็บปัสสาวะ และใช้ตรวจ urine protein ได้ แต่ผมไม่ทราบว่า หลังจากการนำเสนอวันนั้นแล้ว มีการวิจัยต่อยอดอีกหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่าสามารถตรวจ creatinine, uric acid, calcium, VMA, electrolytes ในปัสสาวะได้.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here