ยังไงถึงจะ .. สร้างสรรค์ (ตอน 1: คุณค่า กับ สร้างสรรค์)

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบาย “สร้างสรรค์” ดังนี้ ก. สร้างให้มีให้เป็นขึ้น (มักใช้ทางนามธรรม) เช่น สร้างสรรค์ความสุขความเจริญให้แก่สังคม. ว. มีลักษณะริเริ่มในทางดี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์

คำว่า ‘สรรค์’ ต้องมี ค์ นะครับ เพราะถ้ากลายเป็น ‘สรร’ จะแปลว่า การหามา การรวบรวมมา เช่น “สรรสร้าง” แปลว่า รวมรวมของแล้วนำมาสร้าง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี บอกว่า การสร้างสรรค์ ภาษาอังกฤษ คือ Creativity หมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่า โดยสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นอาจมีการอ้างถึงบุคคลผู้สร้างสรรค์ หรือสังคมหรือขอบเขตภายในที่ได้สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ขึ้นมา ซึ่งการวัดคุณค่าดังกล่าวอาจใช้ได้หลายวิธี

ดังนั้น ประเด็นของ สร้างสรรค์ คือ มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น และสิ่งนั้นมีคุณค่า  ถ้าบอกว่ามีคุณค่า ก็ต้องถือเป็นสิ่งที่ดี ‘คุณค่า’ ตรงกับ ภาษาอังกฤษว่า Worth หรือ Value คือความดีที่มีอยู่ประจำในสิ่งนั้นๆ

แล้วยังไง ถึงจะมี “คุณค่า” ในเว็บ วิชาการ.คอม (http://www.vcharkarn.com/vcafe/140614) พูดคุยเรื่องคำ “คุณค่า” กัน เขามองว่า คุณ= มีประโยชน์, ค่า= ระดับการเปรียบเทียบหรือการให้ความสำคัญ การประเมินคุณค่านั้น มักมาจากความรู้สึกนึกคิดของผู้ประเมิน และปัจจัยแวดล้อม เช่น น้ำดื่มจำนวนน้อยนิด จะมีค่ามาก เมื่ออยู่ในที่กันดาร หาน้ำกินได้ลำบาก มีผู้บอกว่า คุณค่าเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกดี เมื่อรับความรู้สึกดีจากใคร เราก็จะรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเขา อย่างเช่น เพชร กับ ผลไม้ จะมีระดับความมีคุณค่าต่างกัน ในมุมมองของ มนุษย์ กับ ลิง

มีผู้แสดงความเห็นว่า การให้ความหมายของคำว่าคุณค่าขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน คนที่มีพื้นฐานทางการศึกษา หรือทางสังคมต่างกัน ก็จะให้คุณค่าของสิ่งเดียวกันในลักษณะที่ต่างกัน แต่โดยรวมแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมีคุณค่าในตัวเอง (Intrinsic Value) มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดคุณค่าของสิ่งต่างๆ เสมอไป อาจจำแนกคุณค่า เป็น

  • คุณค่าจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (คุณค่าจากการใช้ทรัพยากรสำหรับเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เป็นต้น และธรรมชาติสำหรับการพักผ่อน การท่องเที่ยว การศึกษา เป็นต้น)
  • คุณค่าจากการใช้ประโยชน์โดยอ้อม (คุณค่าจากการมีน้ำที่สะอาด มีอากาศที่บริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศของโลก เป็นต้น)
  • คุณค่าแฝง (คุณค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์)
  • คุณค่าที่ไม่มีตัวตน (คุณค่าทางศีลธรรม จริยธรรม)

เมื่อกลับมาดูคำว่า “สร้างสรรค์” คีย์เวิร์ดน่าจะเป็น เรื่องใหม่ และ มีคุณค่า ซึ่งคุณค่านั้น ได้วิเคราะห์แล้วว่า ขึ้นกับมุมมอง ส่วนการเป็น ‘เรื่องใหม่’ ก็สมควรนำมาวิเคราะห์วิจารณ์เหมือนกัน เพราะแวดวงของวิชาชีพเรานั้น จะเห็นว่ามีผลงานหรืออะไรที่เรียกกันว่า นวัตกรรม ขึ้นมานำเสนอหรือประกวดประขันอยู่เสมอ บางทีเรามองดูแล้ว คิดว่า ‘นวัตกรรม’ บางอย่าง ไม่น่าเรียกเป็นเรื่องใหม่ ด้วยเคยเห็นที่อื่นเขามีหรือทำกัน หรือแค่ดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่าอะไรใหม่หรือไม่นั้น น่าจะง่ายกว่าการตัดสินการมีคุณค่า เพราะเป็นรูปธรรมมากกว่า ถ้าผู้ประเมินสามารถอ้างอิงสิ่งที่มีอยู่แล้ว และเหมือนหรือคล้ายคลึงกับสิ่งที่อ้างว่า เป็น ‘นวัตกรรม’ ความเป็น ‘ของใหม่’ ที่ถูกนำเสนอ ก็เป็นอันตกไป แต่ที่เราเห็นยกย่องกันตามงานมหกรรมต่างๆ คงเป็นเรื่องของการให้กำลังใจผู้ที่อุตส่าห์ประดิษฐ์ขึ้นมามากกว่า แม้จะลอกเลียนแบบมาจากที่อื่น แต่ก็แสดงสติปัญญาว่า ตูก็เลียนแบบทำใช้ได้เหมือนกับของนอกราคาแพงๆ นะเฟ้ย  เราจึงกลั้นใจยกย่องให้ว่าเป็น นวัตกรรม

ดังนั้น ในตอนนี้ขอสรุปว่า การจะตัดสินว่าสิ่งใด “สร้างสรรค์” หรือไม่ สมควรมีกรอบอ้างอิงความเป็นของใหม่และความมีคุณค่า มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นการด่วนสรุป หรือตัดสินโดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัว หรือตัดสินเพื่อตีตราว่าผู้อื่นไม่ดี ตนเองดี ดังเช่นข่าวอดีตผู้นำเมื่อนานหลายปีมาแล้ว ที่ตัดสินคำถามของนักข่าวที่ถามซอกแซกเจาะลึก ว่าเป็นคำถามที่ “ไม่สร้างสรรค์” โดยชูป้ายเครื่องหมายกากบาท และปฏิเสธการตอบคำถามนั้น

ในทางพุทธศาสนา แบ่งการกระทำเป็นสามขั้น คือ คิด พูด และทำ (มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม) เรื่องบางอย่างคิดเฉยๆ แต่ไม่พูดไม่ทำ บางเรื่องคิดแล้วพูด บางเรื่องคิดแล้วทำ ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ ต้องผ่านกระบวนการคิดเสียก่อน ดังนั้น เรื่องของการสร้างสรรค์ จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด เรามาดูกันว่าการจะมีความคิดที่สร้างสรรค์นั้น เป็นอย่างไร

บล็อกหนึ่งที่ฝักใฝ่ทางธรรม (http://portal.in.th/learninghome/pages/12333/) ได้อ้างพระไตรปิฎกตอนหนึ่งใน จุฬราหุโลวาทสูตร ม. ม. (๑๒๙-๑๓๑)

แม้เมื่อเธอกำลังกระทำกรรมด้วยกาย…. ด้วยวาจา….. ด้วยใจ…. เธอก็พึงพิจารณากายกรรม…. วจีกรรม…. มโนกรรม…. นั้นแหละว่า เรากำลังกระทำกรรมใดด้วยกาย…. ด้วยวาจา… ด้วยใจ กายกรรม… วจีกรรม… มโนกรรม…ของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง….. เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นวิบากกระมังหนอ

ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า….. กายกรรม… วจีกรรม… มโนกรรม…ของเรา ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เธอพึงเลิกกรรมเห็นปานนั้นเสีย แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า …. กรรมของเราย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง…. เป็นกุศลมีสุขเป็นกำไร …. เธอพึงเพิ่มกายกรรม… วจีกรรม… มโนกรรม…

แล้วเปรียบเทียบว่า “สร้างสรรค์ คือ การมองในแง่ดี” หากมีจิตใจที่ดี (มโนกรรม) คือ จิตใจที่สร้างสรรค์แล้ว จะส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดออกมาโดยการแสดงออกทางกาย (กายกรรม) คือ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทางวาจา (วจีกรรม) คือ การพูดเชิงสร้างสรรค์ แล้วจะก่อให้เกิดความสุข นั่นคือ เราไม่ได้พูด คิด หรือทำด้วยจิตใจไม่ดี หรือเบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดทุกข์ ดังคำพูดของท่านสุนทรภู่ประโยคหนึ่งที่ว่า “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิด ในมนุษย์เพราะพูดจา” นั่นคือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่นจากคำพูดเชิงสร้างสรรค์ที่มาจากจิตใจที่สร้างสรรค์ หรือใฝ่ดีนั่นเอง

ดังนั้นความเห็นของผู้เขียนบล็อกแนวธรรมะนี้ จึงออกทางแนวจิตนิยมบวกสุขนิยม ว่าการคิดพูดทำ ที่ก่อให้เกิดความสุขกับทั้งเราและผู้อื่น เป็นการคิดพูดทำที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ การคิดพูดทำ ที่เป็นสิ่งใหม่และมีคุณค่า ดังที่ได้วิเคราะห์ความหมาย “สร้างสรรค์” ในข้อเขียนตอนต้นแต่ประการใด

วันนี้คุณ คิด พูด ทำ อย่างสร้างสรรค์แล้วหรือยัง … สวัสดีครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here