ยังไงถึงจะ .. สร้างสรรค์ (ตอน 4: ถามยังไงให้สร้างสรรค์)

คราวนี้มาถึงเรื่องการตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ บางครั้งผู้ถามไม่ได้มีเจตนาชวนทะเลาะอะไร ถามด้วยความไม่รู้ หรืออยากแนะนำ แต่ผู้อ่านหรือ ‘ผู้เกี่ยวข้อง’ ค่อนข้างเซนซิทิฟต่อคำถามบางชนิด หากคุมกิริยาไม่อยู่ ก็ออกมาเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ เรื่องเลยบานปลาย ลองอ่านคำแนะนำสำหรับผู้ตั้งคำถามดูนะครับ

ผมเคยเข้าไปในเว็บโซเชียลมีเดียแห่งหนึ่งชื่อ ‘ชุมชนคนถ่ายภาพของกินก่อนกิน’ ใครไปกินอาหารอะไร ที่ไหน ก็ถ่ายภาพนำมาอัพโหลดอวดกัน ทีนี้ภาพที่ส่งมาบางภาพดูสวยงามราวกับถ่ายด้วยมืออาชีพ คราวหนึ่ง มีผู้บอกเจ้าของภาพว่าไปพบร้านอาหารนำภาพไปใช้โดยไม่ได้แจ้งเจ้าของภาพ ซึ่งเจ้าของภาพตอบว่าเขานำไปแต่งสีให้สดใสกว่าต้นฉบับที่ตนโพส แล้วมีอีกคนถามว่า ‘ไปทานมาแล้วถ่ายกับมือเลยเหรอค่ะ’ เท่านั้นแหละ เป็นเรื่อง เจ้าของภาพเกิดปรี๊ดแตก ถามกลับว่า ‘แล้วคุณคิดว่านั่งทางในถ่ายภาพเหรอคะ ถามจริงๆ ก่อนพิมพ์ถามนี่คุณคิดแล้วใช่หรือเปล่า’ แล้วก็เกิดวิวาทะกรรมกันอีกยาว แต่ในที่สุด พอทั้งสองสงบสติอารมณ์กัน เจ้าของภาพก็ขอบคุณผู้ถามที่ชี้ช่องเว็บร้านอาหารที่ขโมยภาพไป ส่วนผู้ถามก็ตอบว่ายินดีที่เจ้าของภาพเข้าใจ

นี่คือตัวอย่างที่ผู้ถาม ถามแบบไม่ได้คิดว่าผู้ถูกถามอาจกำลังหงุดหงิดที่มีคนขโมยภาพไปใช้ หรือหงุดหงิดที่ถามแบบไม่เชื่อว่าตนถ่ายภาพเอง

“การตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ : Appreciative Inquiry (AI)” เป็นเครื่องมือที่ใช้ดึงพลังสร้างสรรค์ของคนออกมา เขาจะนำมาใช้กันในการประชุม การสัมมนาหาข้อไขปัญหา ซึ่งปกติเราๆ ท่านๆ ที่เข้าร่วมประชุม หากมีฐานะค่อนข้างเป็นผู้น้อย มักจะสงวนท่าที ไม่ค่อยเสนอความคิดเห็นอะไรนัก ยกเว้นมีผลกระทบตัวเรา แต่ไม่แน่ บางทีตัวผู้เข้าประชุมที่เป็นผู้ใหญ่เอง ก็อาจไม่ค่อยจะปริปากพูดหรือเสนอความคิด ผมขอเสนอวิธีใช้ AI ตั้งคำถามเพื่อแก้ปัญหา จาก Blog – Gotoknow.org ดังนี้ครับ

Appreciative Inquiry (AI) มีสมมุติฐานว่า “ระบบที่มีชีวิตทุกระบบ ล้วนมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ค้นพบและนำมาใช้ มันเป็นศักยภาพที่อุดมไปด้วยพลังที่มาจากแรงบันดาลใจ และจะก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้”

ดังนั้น กระบวนการ Appreciative Inquiry จึงเป็นการร่วมกันค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวคน ค้นหาสิ่งดีๆ ในองค์กร กระทั่งด้านดีของโลกรอบตัวเรา สิ่งสำคัญคือ ต้องค้นหาให้พบว่าอะไรที่ “ให้ชีวิต” แก่ระบบที่ว่านั้น ซึ่งเป็นตัวที่ก่อให้เกิดพลัง ความสามารถในทุกๆ ด้าน สิ่งสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ ศิลปะ และ วิธีการ ในการตั้งคำถามด้านบวก การกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมเกิดจินตนาการ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แทนการสนทนาแบบเดิมที่มุ่งจับผิด ตัดสิน หรือปฏิเสธ

องค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการ Appreciative Inquiry ประกอบด้วยหลักการ “4D” อันได้แก่

  1. Discovery การค้นพบ ว่าช่วงเวลาแห่งความดีเลิศหรือการเกิดความสำเร็จนั้น เกิดขึ้นเมื่อไหร่ สิ่งที่สำเร็จคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ฯลฯ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับการบอกเล่าออกมา มันอาจจะมาจาก ความเป็นผู้นำ ความสัมพันธ์ เทคโนโลยี กระบวนการ โครงสร้าง คุณค่า การเรียนรู้ การเชื่อมโยงกับภายนอก ฯลฯ
  2. Dreaming: ฝันให้ไกล ตั้งคำถามถึงความฝันต่อองค์กรหรือชุมชนในอุดมคติ เป็นการจินตนาการถึงภาพฝันในอนาคตที่จะบังเกิดขึ้นบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ และถูกนำเสนอใหม่อย่างท้าทายความเป็นไปได้
  3. Designing: การออกแบบ โครงสร้างและกระบวนการใหม่ การพัฒนาข้อเสนอในการจัดการองค์กรหรือชุมชน เพื่อให้ความฝันนั้นเกิดเป็นจริงได้ทั้งในเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว
  4. Destiny (Delivery): ไปให้ถึง เป็นขั้นที่ต้องลงมือทำตามข้อเสนอ มีการตั้งกฎเกณฑ์ พัฒนายุทธศาสตร์ เชื่อมโยงและระดมทรัพยากรเพื่อทำให้ความฝันนั้นบังเกิดเป็นจริงขึ้น

เราลองมาดูการเปรียบเทียบความแตกต่างของกระบวนการระหว่าง กระบวนการแก้ปัญหาแบบเดิม กับ กระบวนการตั้งคำถามเชิงสร้างสรรค์ (Appreciative Inquiry: AI) ซึ่งใช้ในการระดมสมองแก้ปัญหาในองค์กร

จะเห็นว่ากระบวนการแก้ปัญหาแบบเดิม มักจะเริ่มตั้งต้นที่ตัวปัญหา ดิ่งลึกลงไปในตัวปัญหาและมุ่งแก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมา ขณะที่กระบวนการ Appreciative Inquiry เริ่มต้นจากการมองในด้านดี หยิบสิ่งดีๆ มาคุยกัน โดยมีเป้าหมายไปที่ การสร้างสิ่งที่ดีกว่าหรือดียิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อพูดคุยถึงสิ่งดีๆ อย่างมีจินตนาการ ก็จะสามารถดึงพลังสร้างสรรค์ในตัวคนออกมาได้มาก พลังชีวิตของแต่ละคนเมื่อมาเชื่อมกัน ก็สามารถเป็นพลังทวีคูณขององค์กร ของชุมชน หรือของแผ่นดินขึ้นมาได้

ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสมองที่จะตามมาเพื่อคอยคุมและคอยเอาเหตุผลมาช่วยวางยุทธศาสตร์ และนี่คือความแตกต่างที่อาจจะทำให้ Appreciative Inquiry เป็นทางเลือกของเครื่องมือการทำงานแบบใหม่ในยุคปัจจุบัน

นี่คือประโยชน์ของ Appreciative Inquiry – AI แต่การตั้งคำถามแนวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีศิลปะพอควรครับ…. สวัสดี.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here