พิจารณาตัวเอง อย่าไปพิจารณาคนอื่น

0
69

เขียนโดย : เทียนชัย ไชยเศรษฐ

ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์ถามพระอาจารย์ชา สุภัทโทว่า “ ถ้าการเอาอาหารทุกอย่างใส่ลงไปรวมกันในบาตรเป็นของจำเป็นแล้ว ทำไมอาจารย์จึงไม่ปฏิบัติด้วยเช่นเดียวกัน ท่านคิดว่าไม่สำคัญหรือครับที่อาจารย์จะต้องทำเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์”

พระอาจารย์ชา ตอบว่า “ถูกแล้วที่อาจารย์ควรทำเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์ของตน ผมไม่ถือว่าท่านติผม ท่านซักถามได้ทุกอย่างที่อยากทราบ แต่ว่ามันก็สำคัญที่ท่านต้องไม่ยึดติดอยู่กับตัวอาจารย์ ถ้าผมปฏิบัติดีพร้อม ด้วยลักษณะอาการภายนอกก็คงจะแย่มาก พวกท่านทุกคนก็จะพากันยึดติดในตัวผมยิ่งขึ้น แม้พระพุทธเจ้าเองบางครั้งก็ตรัสให้บรรดาสาวกปฏิบัติอย่างหนึ่ง และพระองค์เองกลับปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ความไม่แน่ใจในอาจารย์ของท่านก็เป็นประโยชน์กับท่านได้  ท่านควรเฝ้าดูปฏิกิริยาของตัวเอง ท่านไม่คิดบ้างหรือว่า อาจจะเป็นไปได้ว่าที่ผมแบ่งอาหารจากบาตรใส่จานไว้เพื่อเลี้ยงดูชาวบ้านที่มาช่วยทำงานให้วัด

ปัญญา คือสิ่งที่ท่านต้องเฝ้าดูและทำให้เจริญขึ้น รับเอาแต่สิ่งที่ดีจากอาจารย์ จะทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอต่อการฝึกปฏิบัติของท่าน ถ้าผมพักผ่อนในขณะที่พวกท่านทุกองค์ต้องนั่งทำความเพียร ท่านจะโกรธหรือไม่ ถ้าผมจะเรียกสีน้ำเงินว่าสีแดง หรือเรียกผู้ชายว่าผู้หญิง ก็อย่าเรียกตามผมอย่างหลับหูหลับตา

พระอาจารย์องค์หนึ่งของผมฉันอาหารเร็วมาก และฉันเสียงดัง แต่ท่านสอนให้พวกเราฉันช้าๆและฉันอย่างมีสติ ผมเคยเฝ้าดูท่านและรู้สึกขัดเคืองใจมาก  ผมเป็นทุกข์แต่ท่านไม่ทุกข์เลย ผมเพ่งเล็งต่ออาการภายนอกของท่าน ต่อมาผมจึงได้รู้ว่าบางคนขับรถเร็วมากแต่ระมัดระวัง บางคนขับช้าๆแต่มีอุบัติเหตุบ่อยๆ อย่ายึดมั่น ถือมั่นในกฎ ระเบียบ และอาการภายนอกเพียงอย่างเดียว ถ้าท่านใช้เวลาเพียงสิบเปอร์เซ็นต์มองดูผู้อื่น และเฝ้าดูตัวเองเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง แรกๆผมคอยเฝ้าสังเกตอาจารย์ของผมคืออาจารย์ทองรัตและเกิดสงสัยในตัวท่านมาก บางคนถึงกับคิดว่าท่านบ้า ท่านมักจะทำอะไรแปลกๆ หรือเกรี้ยวกราดเอากับบรรดาลูกศิษย์ของท่าน อาการภายนอกของท่านโกรธ แต่ภายในใจท่านไม่มีอะไร ไม่มีความรู้สึกว่าใครเป็นใคร ท่านมีคุณธรรมดีเด่น ท่านเป็นอยู่อย่างผ่องแผ้ว และมีสติจนถึงวาระที่ท่านมรณภาพ

การมองออกไปนอกตัว เป็นการเปรียบเทียบแบ่งเขาแบ่งเรา ท่านจะไม่พบความสุข โดยวิธีนี้แหละ ท่านจะไม่พบความสงบเลย ถ้าท่านมัวเสียเวลาแสวงหาคนที่ดีพร้อม หรือครูที่ดีพร้อม พระพุทธเจ้าสอนให้เรามองดูธรรมะ หาสัจธรรม ไม่ใช่คอยจับตาดูผู้อื่น”

เรื่องของพระอาจารย์ชา ที่ยกมาเล่าข้างบน มีอยู่ในหนังสือสันติภูมิ  อ่านแล้วได้ข้อคิดว่า เราต้องพยายามใช้เซลล์สมองพิจารณาตนเองเพื่อพัฒนาตนเอง การมองคนอื่นเพียงเพื่อให้เห็นตัวอย่างว่าอะไรดี อะไรไม่ดีเหมือนกับเราดูหนังเรารู้ว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นตัวโกงแล้วเลือกเอาส่วนที่เป็นประโยชน์มาใช้ แต่หลายคนก็ทำอย่างที่ผู้ร้ายหรือนางอิจฉาทำนั่นเอง เป็นคำสอนที่เป็นแนวเดียวกับที่ขงจื้อพูดว่ามีคนเดินมา 2 คน คนหนึ่งเป็นคนดี อีกคนหนึ่งเป็นคนเลว ทั้ง 2 คนเป็นครูของเรา เราจะเอาอย่างคนดี ไม่เอาอย่างคนเลว ในการสอนธรรมะระดับสูงจะมีบททดสอบเช่นนี้ ซึ่งคนที่ปฏิบัติยังไม่ได้ที่จะไม่เข้าใจ และในปัจจุบันก็มีบางค่ายที่ลูกศิษย์มีศรัทธาต่อตัวอาจารย์จนตาบอดไม่มีการแยกแยะผิดถูกชั่วดี)

จากเรื่องของพระอาจารย์ชา ขอแถมเรื่อง “ ไม้สั้น-ไม้ยาว” อีกเรื่องหนึ่ง     

มีไม้ท่อนหนึ่ง ถามว่าไม้สั้นหรือยาว  บางคนตอบว่าไม้สั้น บางคนตอบว่าไม้ยาว

เพราะคนที่อยากได้ไม้สั้นก็ตอบว่าไม้ยาว คนที่อยากได้ไม้ยาวก็ตอบว่าไม้สั้น

ตัณหาของเรานั่นเองที่กำหนดให้เราตอบว่าไม้ท่อนเดียวกันสั้นหรือยาว

เรื่องข้างบนนี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2549  ผ่านมาสิบปีแล้วก็ยังใข้ได้ เพราะทุกวันนี้ก็มีคนทำตัวเป็นผู้วิเศษจับผิดแต่คนอื่น แต่ไม่เคยมองตัวเอง ใครๆก๊ไม่ดีเท่าฉัน ฉันเก่งกว่าใครอะไรๆก็ถูกหมด ยิ่งคิดยิ่งทำก็ยิ่งห่างไกลธรรมะ ห่างไกลจากกรรมดีไปทุกที เรื่องนี้ใครยังไม่เคยอ่านก็ได้อ่าน แต่คนที่เคยอ่านแถมเป็นคนเขียนอย่างผมก็คิดได้สองอย่าง อย่างแรกก็เป็นการทบทวนความคิด แถมด้วยความรู้สึกว่าเรื่องนี้เราเชียนเหรอ ทำไมเราเขียนเรื่องแบบนี้ได้ด้วย 555 ก็คงผสมพเส เก่าบ้างใหม่บ้างไปสักพัก รอให้ชาวยุทธรู้จักเวปนี้ว่าเจ้าเก่ากลับมาเปิดโรงเตี๊ยมที่นี้อีกครั้งแล้ว ค่อยเพิ่มความเข้าข้นทันยุคสมัยมากขึ้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here