พัฒนาการที่ถดถอย

0
68

เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวการค้นพบการวิวัฒนาการที่อาจเรียกว่า “ย้อนกลับ” (Regression Evolution) ของนกกีวี่สายพันธุ์ประจำถิ่นในประเทศนิวซีแลนด์โดยสายพันธุ์ที่ว่านี้จะออกหากินในเวลากลางคืน แต่ว่า 1 ในสามของประชากรพวกมัน มีปัญหาทางสายตา แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตอันสุนทรีย์ของพวกมัน แถมยังเป็นผลดี ที่ทำให้ประสาทรับกลิ่น รับเสียงดีขึ้น ในขณะที่ใช้พลังงานจากดวงตาลดลง ทำให้มีพลังงานไปใช้กับการบำรุงรักษาร่างกายดีขึ้น

ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้ศึกษา หรือไม่ทราบหลักการของวิวัฒนาการมาบ้างก็อาจจะสงสัย “อ้าว แล้วไม่ขัดกับกฏของ ชาร์ลส ดาร์วิน หรอกหรือ”

คำตอบที่ชัดเจนก็คือ “ไม่” เพราะตราบใดที่สภาพแวดล้อมนั้นเอื้ออำนวยลักษณะตาบอดของพวกกีวี่เหล่านั้น มันยังอาศัยอยู่ได้ ใช้ชีวิตและสืบสายพันธุ์ถ่ายทอดลักษณะตาบอดของพวกมันต่อไปได้ มันก็จะยังเป็นไปตามหลักของ “Natural Selection” คือธรรมชาติ “ให้อนุญาต” ที่จะดำรงลักษณะต่อไปได้

แล้วมันเกี่ยวอะไรกัลมนุษย์กันเล่าน่ะ

เราปูพื้นฐานจากเรื่องกีวี่มาละ ว่ามันกำลังวิวัฒนาการก้าวเข้าสู่ลักษณะที่ “จำเป็น” ในยุคช่วงวัยสายพันธุ์ของมันไปเรื่อยๆตามพฤติกรรมที่มันกำลังดำเนินอยู่ ถึงแม้จะเป็นการย้อนกลับสู่ลักษณะที่ด้อยลงก็ตาม

มนุษย์เองก็กำลังเป็นเช่นนั้นล่ะครับ เนื่องจากว่ามนุษย์เราโดยเฉพาะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้กระทั่งแบคทีเรียต่อไปก็คงเป็นเวอร์ชั่น 4.0 เช่นกัน เพราะฉะนั้น ลักษณะการดำรงชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวไกลสู่ความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีอย่างหยุดไม่ไหวฉุดไม่ถอยไปทุกวัน

การเพิ่มเติมความสะดวกสบายเช่นนี้จึงกลายเป็นดาบสองคมในเชิงวิวัฒนาการและทางสุขภาพมนุษยชาติไปโดยปริยาย

ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนมานี้มีการรวมข้อมูลประชากรเพื่อการวิจัยโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ใช่การเก็บข้อมูลจากภาพถ่ายเอ็กซเรย์ของผู้ป่วยทางกระดูกนับหมื่นราย ซึ่งตามข่าวไม่ระบุช่วงอายุมา แต่บอกแค่เพียงว่ามีตั้งแต่ผู้อาวุโส ยันเด็กอายุไม่มากนัก

จากนั้นเขาได้นำเอาภาพถ่ายทั้งหมดมาประมวลผลภาพสามิติและทำการพยากรณ์ลักษณะโครงสร้างภายในอนาคตอีก “ร้อยถึงพันปี” ข้างหน้า

สิ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ก็คือส่วน “หัวไหล่” โดยเฉพาะในส่วนกระดูกสะบัก (Acromion) โดยเฉพาะส่วนของกระดูกที่ยื่นมาคลุมเป็นเบ้าข้อต่อของหัวไหล่ด้านหน้า (Coracoid Process) ที่จะมีการพัฒนาในเชิง “ยื่นมาข้างหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ในแต่ละช่วงอายุของมนุษย์

อ้าว แล้วไงล่ะ (วะ) มันจะกระทบอะไรกับชีวิตนักหนาหรอน่ะ….. ???

พาย้อนกลับไปนิดนึง ในสมัยโบราณกาลย้อนไปถึงยุคของ “ลูซี่” บรรพบุรุษของเราเมื่อประมาณ 3.2 กว่าล้านปีก่อนมีกระดูกส่วนโคราคอยด์ค่อนมาทางกระดูกซี่โครง ในขณะที่ข้อต่อหัวไหล่ที่เป็นลูกบอลนั้นหลุดวงออกไปข้างนอกร่างกายมาก แสดงให้เห็นว่า การทำท่า “ทีวี !!! สาาาามร้อยหกสิบองศา !!!” ของลูซี่ อาจจะใช้เพียงแค่แขนที่หมุนวนได้รอบจากหน้าไปหลังแบบ 360 องศาจริงๆ (โดยมีกล้ามเนื้อบังคับวงไว้) โดยไม่ต้องขยับเขยื้อนตัวเป็นวงเหมือนที่คุณธนินวัฒน์ พัฒนวีรคุณ ต้นฉบับได้ทำให้เราเห็นแต่อย่างใด

นั่นก็เพราะว่าการใช้ชีวิตของแม่นางลูซี่ของเรายังต้องอาศัยการปีนป่ายที่คล่องตัว การใช้วงแขนที่ติดมาจากลิงโบราณ (ซึ่งปัจจุบนก็เปลี่ยนรูปทรงกระดูกสะบักไปเช่นกัน) ในการปีนป่ายจะทำได้ง่าย หากมีรูปร่างแบบนี้

แต่ต่อมา เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ออกซิเจนในบรรยากาศน้อยลงง การพัฒนาวิวัฒนาการสืบต่อมาจึงบังคับให้รุ่นหลังต้องมีร่างกายเล็กลง และอยู่ในพื้นที่ที่แคบลงเช่นป่าเขาที่รกขึ้น อยู่บนที่สูงมากขึ้น ต้องลดทอนน้ำหนักให้เบาลงเพื่อการห้อยโหน อีกทั้งการหมุนแขนแบบ 360 องศาแบบนี้จะทำให้ร่างกายเราเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้ง่าย และส่งผลให้ข้อต่อหัวไหล่หลุดออกมาห้อยแขนต่องแต่งได้ง่าย

ร่างกายจึงต้องปรับพัฒนาการให้ทุกอย่างแคบลง และอยู่ในวงร่างกายที่เล็กจำกัด แต่ใช้งานได้ดังเดิมแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระดูกส่วนคาโรคอยด์ในปัจจุบันจึงมีลักษณะแบนและยาวไปทางด้านข้าง แต่จะสั้น เมื่อวัดจากหลังไปหน้า นั่นก็เพื่อทำให้เราสามารถ “ยกมือ” หรือเหยียดแขนได้สุดวงแถมพ่วงความยืดหยุ่นอีกนิดหน่อย ทำให้เหยียดไปข้างหลังเลยหัวไหล่ไปได้อีกนิดหน่อย

กลับมายังยุค 4.0 ของเราอีกครั้ง ในเมื่อชีวิตมนุษย์ที่กำลังพัฒนา “สังคมก้มหน้า” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะการก้มแช็ท ดูสื่อโซเชี่ยลมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง “ทุกอย่าง” ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารด้วยวัตถุดิบที่ไม่ต้องออกไปเก็บเองตามป่าเขา แต่ใช้การ “ก้ม” เลือกเอาตามแผงห้างสรรพสินค้า การนั่งอ่านหนังสือที่นับวันยิ่งอ่านหลังยิ่งงอลงไปเรื่อยๆ การเดินทางที่นั่งเฉยๆก็ถึงที่หมาย ส่งผลให้มนุษย์สืบทอดลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยตามกฏของธรรมชาติที่เอื้ออำนวยให้เราไม่ต้องใช้การปีนป่าย หรือชูมือเพื่อปีนป่ายไปตามต้นไม้ในธรรมชาติ ไปสู่รุ่นลูกหลานในอีกร้อยหรือพันปี หรืออาจจะแสนปีข้างหน้า

ดังนั้น กระดูกส่วนยื่นโคราคอยด์ของประดูกสะบัก จึงยื่นออกมาข้างหน้ามากขึ้น และทำให้เรายกแขนไม่ขึ้นในที่สุด !!!

แนวโน้มของมนุษย์ในอีกหลายพันปีข้างหน้า จะยกมือได้สูงสุด แค่เพียง “ขนานกับหัวไหล่” เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ทางแก้หนึ่งที่กลุ่มนักศึกษาผู้ทำการวิจัยนี้ รวมไปถึงอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขาแนะนำ ก็คือการออกกำลังกายให้มากขึ้น และพยายามบริหารการยกมือขึ้น ให้มากๆ ให้ถี่ขึ้น เพื่ออย่างน้อย เป็นการกระตุ้นกลไกทางพันธุกรรมในร่างกายให้ยังรู้สึกตัวเสมอว่า “พวกเอ็งยังยกแขนได้นะ (โว้ย)”

เรื่องเล่าวันนี้ เลยอยากเชิญชวนท่านผู้อ่าน เริ่มขยับออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกันให้มากขึ้นล่ะครับผม

อ้อ…แล้วอนาคตวิชาชีพเราล่ะ จะเป็นนกกีวี่ ที่ยกแขนไม่ขึ้นหรือไม่….เริ่มขยับแขนชูมือกันดีมั้ยครับ…

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here