คุณภาพของคน

งานจะดีมีคุณภาพหรือไม่ สิ่งสำคัญเหนือเรื่องอื่นใดคือ “คน” เพราะ “คน” เป็นตัวการสำคัญที่ฝืน ที่ทำลายธรรมชาติ ถ้าสามารถควบคุม “คน” ได้จะควบคุม “โลก”ได้  แม้การควบคุม “คน”เป็นเรื่องยาก แต่การควบคุม “จิตคน” นั้นยากกว่า

เมื่อพูดถึงคุณภาพของคน เรามักได้ยินคำว่า IQ หรือ Intelligent Quatient แปลเป็นไทยว่า “ความฉลาดทางสติปัญญา“กันมานาน คนที่มี IQ สูงๆ เราคาดหมายว่าเขาจะเก่งคิด (มี Conceptual skills) และเก่งงาน ( มี Technical skills) พวกเราที่กระเสือกกระสนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ หรือกระทั่งจับพลัดจับผลูเข้ามาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของประเทศได้ ก็น่าจะถือว่าเป็นคนที่มีคุณภาพเพียงพอแล้ว แต่ดูไปดูมามันก็ไม่จริง ดูเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง วงการศึกษา วงการอาชีพเราถึงไม่เต็มร้อยเสียที

ต่อมาก็มีคำใหม่เกิดขึ้นตามมาคือ EQ หรือ Emotional Quotient หรือ Emotional Intelligence แปลเป็นไทยว่า “ความฉลาดทางอารมณ์” ซึ่งหมายถึง การเก่งคน (Interpersonal skills) เก่งเรียนรู้ (Learning skills) เก่งการดำเนินชีวิต ซึ่ง Charles Darwin ก็เคยพูดเอาไว้นานแล้วว่า “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent it is the one that is most adaptable to change

จุดบอดอย่างหนึ่งของระบบการศึกษาไทยรวมทั้งของเทคนิคการแพทย์ของเราด้วย คือมุ่งมั่นเอาแต่ IQ แต่ไม่เคยเหลียวแล EQ กันเลย อาจารย์เข้ามาก็สอนหนังสือ (พูดให้หนังสือฟัง คนหลับ หรือคุยกันเองแบบเดียวกับคนที่ไปฟังสวดตามงานศพ) เราจึงไม่ค่อยสอนเรื่องชีวิตที่เขาจะต้องออกไปเผชิญโลกเมื่อจบการศึกษา หลายแห่งไม่เคยสนใจกิจกรรมของนิสิต/นักศึกษาเลย ไม่มีการสอนและพัฒนาเด็กผ่านทางกิจกรรมเลย แต่ละปีเอ็งอยากทำอะไรก็มาขอ ขอไปแล้วก็นั่งดู นั่งหั่น นั่งตัด อันโน้นไม่ให้ทำ อันนี้ต้องตัดออก อันนี้ไม่ให้เงิน ฯลฯ บทบาทผู้บริหารกลับกลายเป็นพนักงานเซ็นเซอร์หนังในอดีตที่คอยหั่นลูกเดียว หนักเข้าเด็กก็ไม่คิดจะสร้างสรรค์อะไรอีก inert กันเป็นแถว หนักเข้าก็เกิดปัญหาเด็กไม่สนใจโลก ไม่ทำกิจกรรม

แท้จริงแล้ว EQ นี่แหละ ที่นำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ สร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน ครอบครัวและคุณภาพชีวิต ความสำเร็จในหน้าที่การงานจะเกิดขึ้น หากรักงาน สนุกกับงาน ทุ่มเทพัฒนา ก็จะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น (มองผลประโยชน์เป็นผลพลอยได้ เดี๋ยวมันก็มาเอง หรือได้ให้เป็น ตามวิถีแห่งธรรม) ความสำเร็จในครอบครัว คือความสุขที่ได้เอาใจใส่กัน แก้ไข ป้องกันปัญหา ประณีประนอม ลดความขัดแย้ง เพื่อให้ครอบครัวสุขใจ และมีความสำเร็จในชีวิต

คนที่มี EQ ดีๆ จะปกป้องเราจากความเครียด วิตกจริต ขาดสมาธิ โกรธง่าย การแก่งแย่งแข่งดี การอิจฉาริษยา

ในแนวทางพุทธ เราถือว่าชีวิตเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้จีรัง เป็นเรื่องธรรมดาของโลก จึงควรลด ละ เลิก EGO (อัตตา) ถือตนเองเป็นที่ตั้ง อนิจจา ความไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ เกิดแล้วก็ดับ สูงสุดยอด ย่อมคืนสู่สามัญ ทุกขตา ความขัดแย้ง ความเครียด ความไม่แน่นอนทำให้เป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง ทุกสรรพสิ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์สมมุติขึ้นมา ไม่พึงยึดติด  ดังนั้น คนที่มี EQ สูง จึงรู้สภาพความเป็นจริงของหลักธรรมชาติ ปรับตัวได้ และเอาชนะมันได้ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จ จึงอาจกล่าวได้ว่าต้องพร้อมด้วยพร 2 ประการคือ พรแสวง (เก่ง) มันเป็นเรื่องที่เราจัดการได้เอง อยู่ที่ตัวเราอยากจะเป็นคนดี อยากมีคุณค่าหรือไม่ และ พรสวรรค์ (เฮง) คือปัจจัยภายนอกที่ยากจะจัดการ จะเรียกว่าเป็นบุญ เป็นกรรม เป็นโชคชะตา หรือฟ้าลิขิตก็ได้ ใครทีทั้งเก่ง ทั้งเฮงจึงถือว่าสมบูรณ์แบบที่คนปรารถนา

คนที่เคยบวช ขณะเข้าพิธีการจะถูกพระอุปัชฌาจารย์ถามว่า “มนุสโสสิ ? “ แปลว่า คุณเป็นมนุษย์หรือไม่ หรือจะพูดให้ทันสมัยขึ้นก็คือ คุณมีมนุษยธรรมหรือไม่ แพทย์ และคนในวิชาชีพทางการแพทย์คงทราบสิ่งที่สมเด็จพระราชบิดาแห่งวงการแพทย์ประทานไว้ว่า “ฉันมิได้มุ่งหวังให้พวกเธอเป็นแพทย์เท่านั้น ฉันมุ่งหวังให้พวกเธอเป็นมนุษย์ด้วย” แสดงว่า คุณภาพอยู่ที่ “คน” เพราะคนมี “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ถ้าคุณเป็นคนที่มีคุณภาพ คุณจะทำดีโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีรางวัลใดๆ มาล่อ 

ภูมิธรรมของคนเราต่างกัน เราอาจแบ่งภูมิธรรมของคนได้เป็น 3 ระดับคือ ระดับแย่ คือเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล พาล ระดับดี เป็นคนมีเหตุผล และระดับสูง คือเป็นคนเหนือเหตุเหนือผล เพราะการปฏิบัติดีของเขามันอยู่ในจิตวิญญาณของเขา จึงไม่ต้องอาศัยเหตุผลใดๆมาชักนำ เขาก็ทำของเขาเป็นประจำอยู่แล้ว คนดีมีคุณภาพที่แท้จริง จะสามารถทำทุกสิ่งดีได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเอาลาภ ยศ สรรเสริญใดๆ มาล่อ  เราๆ ท่านๆ จะอยู่ในภูมิธรรมแบบใด จงพิจารณาเอาเองเถิด

หากจะมองคนเป็นบวกและเป็นลบก็อาจแบ่ง “คน“ได้เป็น  2 พวก คือ พวก “กามสุขัลลิกานุโยค” ได้แก่คนที่ลุ่มหลงอยู่ในกิน กาม เกียรติ กับพวก “อัตตกิลมถานุโยค” ได้แก่ คนที่บีบคั้น เคี่ยวกรำ ทรมานตนเองจนสุดโต่ง ทั้ง 2 กลุ่มล้วนไม่เข้าใกล้ความหลุดพ้น จะต้องรู้จักจัดสมดุลแก่ชีวิต ต้องไม่ลืมว่าคนจะพ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา “แก้เขา” หรือ “แก้เรา“ง่ายกว่า คนส่วนมากคิดแต่จะแก้เขา และคนส่วนมากก็ไม่ค่อยอยากให้ใครมาแก้

ฉะนั้น เมื่อเราดันทุรังจะไป “แก้เขา” ให้ได้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้น ทางที่ดีจึงควร “แก้เรา“ก่อน แก้ให้ดี แก้ให้มีคุณภาพหากเขาเห็นแล้วชอบใจเขาก็อาจแก้ตัวเขาด้วย 

อะไรที่สร้างเสริมคุณค่าของเราจงรีบทำ

อะไรที่ช่วยสร้างเสริมคุณค่าของผู้อื่นได้ จงรีบให้เขา

อะไรที่เป็นที่รังเกียจ หากมีใครมาทำเช่นนั้นกับเรา แม้มีโอกาสก็อย่าทำแบบที่เขาทำ

จงเสริมสร้างคุณค่าให้ตนเอง ให้เป็น “คน” ที่มีคุณภาพ มีคุณค่า มีคุณธรรม ด้วยการพึงกระทำกิจกรรมที่ดี หากเกิดผลตอบแทนที่พึงมีพึงได้ก็รับไว้ หากผลตอบแทนไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็นก็ไม่หวั่นไหว หรือเสียใจจนละทิ้งความดีงามของตน

ความยากลำบากของเรา อาจเพราะเป็นหนี้เก่าค้างใช้ อย่าใจอ่อนหันกลับไปเบี้ยวหนี้หรือสร้างหนี้เพิ่ม

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here