ความเป็นมาของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย

0
256

ความเป็นมาของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย เริ่มขึ้นจากคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลปัจจุบัน) มีดำริที่จะผลิตบุคคลากรเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2487 เพราะขาดแคลนบุคลากรที่จะทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ จึงโยกย้ายพยาบาลบางส่วนมาฝึกหัดตรวจวิเคราะห์ ก่อให้เกิดปัญหาการใช้บุคลากรไม่ตรงตามเป้าหมายการผลิต หลวงลิปิธรรมศรีพยัตต์ (ลิ ศรีพยัตต์) ซึ่งดำรงตำแหน่งคณะบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลขณะนั้น ได้นำปัญหาดังกล่าวเสนอพระอัพภันตราพาธพิลาศ (กำจร พลางกูร) อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาปัญหาและร่างหลักสูตร เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงตามสายงาน ซึ่งจะเป็นการจัดฝึกอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์โดยรับผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 (เทียบเท่า ม.3 หรือ ม.4 ในปัจจุบัน) มาฝึกอบรมเช่นเดียวกับหลักสูตรพยาบาลและผดุงครรภ์  แต่โครงการดังกล่าวต้องระงับไป เพราขาดแคลนงบประมาณเนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพอดี

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง หลวงเฉลิมคัมภีรเวชช์ ( ศาสตราจารย์ นพ.เฉลิม พรมมาส) อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์คนต่อมา ได้รื้อฟื้นโครงการผลิตบุคลากรตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการขึ้นมาใหม่ในปีพุทธศักราช 2497  โดยขอความช่วยเหลือจากองค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID ในปัจจุบัน) ซึ่งองค์กรดังกล่าวได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลอยู่แล้ว จึงได้รับการตอบสนองให้ความสนับสนุนด้วยดี ทางมหาวิทยาลัยจึงร่างหลักสูตรตามแบบที่ใช้ในประเทศอเมริกาขณะนั้น คือรับบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 (เทียบเท่า ม.6 ในปัจจุบัน) มาฝึกอบรมเป็นเวลา 3 ปี และสำเร็จแล้วจะได้รับอนุปริญญาเช่นเดียวกับหลักสูตรในอเมริกา  ขณะเดียวกันเพื่อเตรียมความพร้อมในหลักสูตรดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2498 มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์ได้ส่ง นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์ และ นพ.เชวง เดชะไกศยะ ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคนิคการแพทย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปี

ในเวลาต่อมา องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความเห็นชอบโครงการผลิตบุคลากร เพื่อทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ขอรับการสนับสนุน โดยได้ลงนามให้ความช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2499 และเริ่มก่อสร้างโรงเรียนเพื่อฝึกอบรมขึ้นที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมกันนั้น องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ส่ง Dr.Robert W. Prichard มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยมี นพ.สวัสดิ์ แดงสว่าง, พันโทนิตย์ เวชชวสิสติ, ศาสตราจารย์ นพ.กำธร สุวรรณกิจ และ นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์ เป็นคณะกรรมการร่างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้ใช้ชื่อว่า “เทคนิคการแพทย์” หลักสูตรในระยะแรก ตั้งแต่รุ่นที่ 2 ถึงรุ่นที่ 7 มีการสอนถ่ายภาพเอกซ์เรย์และล้างฟิล์มร่วมด้วย

นักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทย รับโอนมาจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มาเรียนเตรียมเทคนิคการแพทย์ปีที่ 1 โดยใช้สถานที่และอาจารย์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) ซึ่งนักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทยมีเพียง 5 คนเท่านั้น วันที่ 13 พฤษภาคม 2499 มีประกาศกฤษฎีกาจัดตั้ง “โรงเรียนเทคนิคการแพทย์” สังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข (ลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 73 ตอนที่ 40 วันที่ 15 พ.ค.2499) โดยมีภารกิจหลัก 2 ประการคือ จัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตนักเทคนิคการแพทย์ และให้บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการแก่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรกของประเทศไทย สำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ (อทกพ.) เมื่อเดือนมีนาคม 2500

ต่อมามีประกาศกฤษฎีกาจัดตั้ง “คณะเทคนิคการแพทย์” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2500 (ลงในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 74 ตอนที่ 60 วันที่ 9 ก.ค.2500) โดยมี นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์ เป็นคณบดีท่านแรก ซึ่งนับเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์เทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ปีพุทธศักราช 2503 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้ปรับขยายหลักสูตรจากอนุปริญญา เป็นระดับปริญญาตรี (ปรับก่อนประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 2 ปี) โดยรับนักศึกษาอนุปริญญาปีสุดท้าย ที่มีคะแนนตลอดหลักสูตรเกิน 70% มาศึกษาต่ออีก 1 ปี ได้วุฒิวิทยาสตรบัณฑิต (เทคนิคการแพทย์) ซึ่งบัณฑิตรุ่นแรกที่มีคุณวุฒิ วท.บ. (เทคนิคการแพทย์) มีเพียง 3 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับขยายหลักสูตรจากอนุปริญญาเป็นปริญญาตรีแล้วก็ตาม  แต่ก็ยังคงมีการเรียนการสอนในหลักสูตรอนุปริญญา (อทกพ.) ควบคู่มาด้วย จนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2512 นักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นที่ 13 และ 14 มี รศ.เดชา ร่มไทรย์ พันเอกถวัลย์ ฤกษ์งาม และ รศ.เทียนชัย ไชยเศรษฐ์ ซึ่งเป็นนักศึกษาในขณะนั้นเป็นแกนนำ  ได้ทำการประท้วงและยื่นข้อเรียกร้องให้ยกเลิกหลักสูตร อทกพ.โดยสิ้นเชิง จึงได้มีการยุติการการเรียนการสอนในหลักสูตร อทกพ.ลงตั้งแต่ปีการศึกษา 2513 เป็นต้นมา คงมีเฉพาะหลักสูตรปริญญาตรี วท.บ.(เทคนิคการแพทย์) เช่นดังปัจจุบัน

วันที่ 21 ตุลาคม 2519  มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2479 โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 38 ลงนามโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ให้เพิ่มเทคนิคการแพทย์ เข้าไปเป็นสาขาหนึ่งของการประกอบโรคศิลปะ  ในคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับดังกล่าว ได้ให้คำจำกัดความของ “เทคนิคการแพทย์” ว่า “เทคนิคการแพทย์ คือ การกระทำใด ๆ ด้วยกรรมวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและทำนายความรุนแรงของโรค” และมีการเพิ่มเทคนิคการแพทย์เข้าไปเป็นคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะด้วย ทั้งนี้ โดยการผลักดัน รศ.เดชา ร่มไทรย์ นายกสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยในขณะนั้น  และเทคนิคการแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ เป็นลำดับที่ 1 ของประเทศไทย เลขที่ ทน.1 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2519 ก็คือ รศ.เดชา ร่มไทรย์ และ รศ.เดชา ร่มไทรย์ ก็เป็นผู้แทนวิชาชีพเทคนิคการแพทย์คนแรกที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะดังกล่าว

ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2541 ถึงเดือนตุลาคม 2547 มีความพยายามจากสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย และสภาคณบดีสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย นำโดย รศ.สมชาย วิริยะยุทธกร ศ.ดร.วีระพงศ์ ปรัชญญาสิทธิกุล และ ศ.ดร.เวคิน นพนิตย์  ในการผลักดัน”พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ…..” ขึ้นมา  ด้วยวัตถุประสงค์หลักคือให้มี “สภาเทคนิคการแพทย์”  ก่อนหน้านี้ความพยายามในการผลักดันให้ “เทคนิคการแพทย์” เป็น “วิชาชีพ” มีมานานแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันวิทยาการและเทคโนโลยีทางด้านเทคนิคการแพทย์ ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก ส่งผลให้มีการพัฒนาการทดสอบใหม่ๆ เพื่อใช้ในการประกอบโรคศิลปะในสาขาเทคนิคการแพทย์ขึ้นจำนวนมากมาย ประกอบกับผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเทคนิคการแพทย์ ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมีคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆ ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ อาจไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อให้การประกอบโรคศิลปะ สาขาเทคนิคการแพทย์ ดำเนินการได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมและส่งเสริมการดำเนินงานได้อย่างอิสระ คล่องตัว ปกป้องผู้รับบริการจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้ อันเป็นภัยและเกิดความเสียหายแก่ประชาชนซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่มารับบริการ จึงสมควรแยกการควบคุมการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ออกจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ โดยจัดตั้ง “สภาเทคนิคการแพทย์” ขึ้น ทำหน้าที่ควบคุมและส่งเสริมการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย ์แทนคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ โดยมีการเสนอร่างกฎหมายวิชาชีพดังกล่าวผ่านกระทรวงสาธารณสุข คณะรัฐมนตรี และนำเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามลำดับ

ต่อมา เมื่อเดือนตุลาคม 2547 รัฐบาล นำ ร่าง พรบ.วิชาชีพฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายดังกล่าว  โดยวันที่ 22 ตุลาคม 2547 ส่วนงานราชกิจจานุเบกษา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้นำ พรบ.วิชาชีพฯ ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 65 ก ทำให้ พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2547 เป็นต้นมา เป็นผลให้มีสภาเทคนิคการแพทย์ และคณะกรรมการสภาวิชาชีพขึ้นเป็นครั้งแรก  โดยมี รศ.สมชาย วิริยะยุทธกร ดำรงตำแหน่งนายกสภาเทคนิคการแพทย์เป็นคนแรก

ผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ก็ถือเอาวันที่ 29 มิถุนายนของทุกปี เป็นวัน “เทคนิคการแพทย์ไทย” ซึ่งมีการจัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วิชาชีพในวันดังกล่าวด้วย  โดยจัดกิจกรรมวันเทคนิคการแพทย์ไทยเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550 โอกาสนี้ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 50 ปี วันสถาปนาคณะเทคนิคการแพทย์ด้วย  นอกจากนี้ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำประชาพิจารณ์เรื่องสีประจำวิชาชีพ และดอกไม้สัญลักษณ์วิชาชีพ ซึ่งผลประชาพิจารณ์คือ สีแดงเลือดนก เป็นสีประจำวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ และดอกราชาวดีสีขาว เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วิชาชีพ  ทั้งนี้ มีการจัดทำเพลง “ดุริยาราชาวดี” ซึ่งประพันธ์คำร้องโดย ผศ.ทนพ.สราวุธ สุทธิรัตน์  เป็นเพลงประจำวิชาชีพด้วย โดยนำไปบรรเลงและขับร้องเป็นครั้งแรกในการประชุมวิชาการ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 36 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2554

จากวันนั้น ถึงวันนี้ วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ของเรา ได้หยั่งรากลึกในหน้าประวัติศาสตร์มาแล้วกว่า 6 ทศวรรษ จากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เพียงแห่งเดียว ได้แตกดอกออกกอไปสู่มหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก จากบัณฑิตรุ่นแรกทีมีเพียง 3 คน ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลายพันคน กระจายกันออกไปรับใช้สังคมอยู่ในส่วนต่างๆ ของประเทศ นี่ย่อมเป็นประจักษ์พยานบ่งชี้ว่า วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มีบทบาทสำคัญต่อระบบสุขภาพของคนไทยมาช้านานแล้ว

 

(เรียบเรียงจากหนังสือรับน้องเทคนิคการแพทย์ มหิดล รุ่นที่ 46 และรุ่นที่ 47 และชำระปรับปรุงใหม่ โดยการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง และค้นคว้าจากเอกสารอื่นๆ เพิ่มติม)

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here