ความเครียดกับโรค

ในคนๆหนึ่งประกอบด้วยระบบ กลไกและปฏิกิริยาต่างๆมากมาย ซึ่งมีการบริหารจัดการกันให้อยู่ที่จุดสมดุล จึงจะทำให้คนๆนั้นอยู่ในภาวะที่เรียกว่าปกติสุข ภาวะสมดุลของสิ่งต่างๆในร่างกายทางสรีรวิทยาเราเรียกว่า Homeostasis คำว่า Homeo- แปลว่าคุ้นเคย หรือ คล้ายๆกับ ส่วนคำว่า stasis แปลว่าหยุดนิ่ง หรือดุลยภาพที่เกิดจากแรงต้านกัน เหมารวมหลงจ้งอาจแปลว่าจุดที่เกิดภาวะสมดุลของสิ่งต่างๆในร่างกายอันทำให้เกิดความปกติสุข แต่ในชีวิตประจำวันทุกสิ่งในร่างกายมิได้หยุดนิ่ง แต่ละช่วงมีการขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา และสิ่งหนึ่งที่พวกเรารู้จักกันดีคือความเครียด (stress) สิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดกับเราเรียกว่า stressor

ไอ้ตัว stressor นี่เองที่มารบกวน โจมตี ภาวะ Homeostasis ของเรา tressor มีทั้งชนิดกายภาพ (physical) หมายถึงสิ่งที่กระทำกับเราเห็นๆกันชัดเจน เช่น ความเจ็บปวด หรือเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจ (psychological stressor) ความหนักเบาของ stressor ก็ให้ผลกับเราต่างกัน ถ้ามี stressor น้อยๆเข้ามากระทบเรากลับจะเป็นเครื่องช่วยกระตุ้น เช่นการบีบๆ นวดๆ หรือใช้กำปั้นน้อยๆทุบเบาๆ จะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น คลายปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหมือนยามที่หนุ่มๆไปหาหมอนวดนั่นเอง แต่ถ้ากลับมาบ้านแล้วโดนนวดด้วยบาทาโตๆ หรือไม้หน้าสามซึ่งเป็น hard stressor ก็จะเกิดผลลบกับร่างกาย stressor น้อยๆทางด้านจิตใจอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความฮึดมุมานะที่จะทำการต่างๆ แต่ stressor ที่มาก หรือรุนแรงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ได้แก่เกิดโรค ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ้วน สภาพจิตใจเสีย และอาจทำให้เกิดปัญหากับผู้อื่นต่อไปอีก

ตามหลักทั่วไปของการแก้ปัญหาคือ ข้อแรก คือการหาต้นเหตุให้พบแล้วกำจัดที่ต้นเหตุ ข้อสอง อยู่ดีๆไม่มีปัญหาก็อย่าหาเรื่องทำตัวเองให้เครียด ข้อสามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (แม้จะไม่เขียนชื่อ sressor ไว้บนลูกบอลแล้วตี หรือเตะแรงๆ การออกกำลังกายปกติก็คลายเครียดได้) ข้อสี่ ปรับจิตใจไม่ให้สอดส่ายแส่ไปหา stressor เข้ามาหาตัว ข้อห้า เดินเข้าห้องแล็บไป weighing potatoes บ้าง ฮา ก็ชั่งหัวมันไงล่ะ ชั่งบ่อยๆแหละดี ไม่ว่าอากาศร้อน ฝุ่นมาก รถติด เสียงดัง เจ้านายงี่เง่า ลูกน้องเฮงซวย ฯลฯ (เราดีคนเดียว…ฮา) ก็ชั่งหัวมันไปเรื่อยก็จะไม่ค่อยเครียด ถ้าแน่กว่านั้นก็ต้องอาศัยหลักธรรมมะเข้าว่า เรื่องแรกคือการหัดมีเมตตา ไม่ได้หมายความว่ายกสมบัติ ลูก เมียให้เขาหมด แต่หมายถึงรู้จัก positive thinking รู้จักมองโลกในแง่ดีบ้าง บางคนทำงานไปตาก็คอยเหลือบเหล่ หูก็คอยฟัง คอยหาประเด็นจับผิดคนอื่น ไม่ว่า เรื่องเล็ก เรื่องน้อยไม่ให้หลุดรอดไปได้ เดินเข้าไปในห้อง คนกำลังคุยกันหยุดคุยหันมามองก็หาว่าสุมหัวกันนินทา หรือวางแผนเลื่อยเก้าอี้ อย่างนี้ไม่ดีแน่

คนที่มองทางบวกไม่ได้หมายความว่าให้โง่ แต่พยายามดูว่าเขาอาจไม่มีอะไรเลวร้าย เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจ(ถ้าทำครั้งแรก) เขาอาจทำไปด้วยความโง่เขลา ฯลฯ และที่สุดของที่สุดคือหากเรากล้าแข็งพอจนถึงระดับรู้ธรรมชาติตามที่เป็นจริง สิ่งกระทบจิตใจเราก็จะลดลงไปอย่างมาก ท่านอาจเคยได้ยินท่านพุทธทาสพูดว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” นั่นคือการที่จะเกิดอะไรขึ้น มันเป็นผลสรุปสุดท้ายของปัจจัยต่างๆที่มาบวกลบคูณหารกัน ดังนั้นคำพูดที่ว่า “ทำดี ทำไมไม่ได้ดี” “มันไม่ทำอะไรเอาแต่เลียเจ้านายเลยได้ 2 ขั้นทุกปี ” จึงตอบได้ว่าก็เพราะเหตุปัจจัยที่บวกลบคูณหารกันแล้วเป็นอย่างนั้น

มีคำบอกเล่าเรื่องสมเด็จพุฒาจารย์ หรือหลวงพ่อโต วัดระฆัง ซึ่งสนิทสนมกับ ร. 4 ตอนทรวงผนวชก่อนขึ้นครองราชย์ได้นิมนต์ไปเทศน์ในวังบ่อยๆ วันหนึ่ง ร .4 ตรัสว่า ขรัวโต ทำไมพระลูกวัดมาถวายฎีกาว่าท่านตัดสินคดีไม่ยุติธรรม พระที่โดนตีหัวแตกร้องว่าท่านไม่ลงโทษพระที่เป็นผู้ตีเลย นิมนต์ไปจัดการให้เรียบร้อยด้วย สมเด็จโตกลับมาวัดเรียกพระลูกศิษย์ทั้งคู่มาพบ เตรียมปูผ้ามีดอกไม้ธูปเทียนพร้อมไว้รอจะกราบขอโทษพระลูกศิษย์ที่ตนเองทำให้ลูกศิษย์ไม่พอใจ พอพระลูกศิษย์เห็นดังนั้นก็ตกใจรีบก้มลงกราบขอโทษที่ทำให้หลวงพ่อถูกในหลวงตำหนิ สมเด็จโตถามพระทีถูกตีหัวว่าท่านเคยตีหัวเขาบ้างไหมไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติไหน พระรูปนั้นก็ตอบว่าชาตินี้กระผมไม่ได้ตีเขา แต่ชาติอื่นกระผมไม่ทราบ ขอรับ สมเด็จโตจึงสอนว่า ถ้าชาติก่อนท่านเคยตีเขา คราวนี้เขาตีท่านก็หายกัน ชาตินี้เขาตีท่าน ท่านเอาคืน ชาติต่อไปท่านก็อาจจะตีกันไปตีกันมาอีกต่อๆไป แต่ถ้าเธออภัยและหยุดไว้เพียงนี้ก็จะจบเพียงนี้ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร พระทั้งสองรูปก้มลงกราบขอขมาแล้วกล่าวรับว่าเข้าใจที่สมเด็จท่านสอน

stressor คือสิ่งที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นทาง physical หรือ psycological หรือร่วมกันทั้ง 2 อย่าง ตัวอย่างเช่น ความเจ็บปวด (pain) การสัมผัสความเย็น การบาดเจ็บ ความกระวนกระวายใจ ความกลัว การเข้ารับงานใหม่ๆ การติดเชื้อ เป็นต้น stressor response คือการตอบสนองต่อ stressor ของร่างกาย โดยแต่ละคนมีความสามารถที่จะรับมือกับ stressor ได้ต่างกัน

ใน ค.ศ. 1946 Hans Selye นำเสนอแนวคิดของกลุ่มอาการปรับตัวของมนุษย์ (general adaptation syndrome หรือ GIS) หรือชื่อที่ติดตลาดมากคือ Fight or Flight concept นั่นคือเมื่อมีเหตุการณ์ มากระทบมนุษย์ระยะก่อนที่จะตัดสินใจสู้หรือหนี จะมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในร่างกายดังนี้ 
             1. alarm stage ขั้นปลุกเตือนภัย จะมีการทำงานของ hypothalamus sympathetic nervous system และ adrenal gland 
             2. resistance stage ขั้นต่อต้าน ฮอร์โมนจะสูงขึ้น ร่างกายจะมีการทำงานและปรับตัว 
             3. final stage หรือ stage of exhaustion คือขั้นสุดท้าย หรือขั้นที่ร่างกายสู้ไม่ไหวอีกต่อไป 
ผลกระทบที่สำคัญของ stress sesponse ได้แก่ ความดันเลือดสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดลมขยายตัว การหายใจเพิ่มขึ้น ระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้น ปวดหัว มีแผลในปาก คลื่นไส้ บางรายเป็นมาก หรือเป็นอยู่นาน อาจมีการหดตัวของหลอดเลือด ซึ่งถ้าเกิดขึ้นนานเกินไปจะมีเนื้อตายเพราะขาดเลือด หรือถ้ามีความผิดปกติอยู่แล้วก็ยิ่งอาการแย่ลงไปอีก เส้นทางของการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เมื่อมี stressor เข้ามา เริ่มจากการกระตุ้น CNS ผ่านไปยัง hypothalamus ซึ่งจะแยกเป็น 2 ทาง ทางแรกไปสู่ SNS และ adrenal medulla ทำให้หลั่ง Norepinephrine และ Epinephrine ทางที่สอง hypothalamus หลั่ง CRF ซึ่งจะไปกระตุ้น anterior pituitary gland ให้หลั่ง ACTH และ ACTH ทำให้ adrenal cortex หลั่ง cortisol ทางที่สาม posterior pituitary หลั่ง ADH และมี feedback mechanism อย่างอื่นทำให้มีการหลั่ง aldosterone จากเส้นทางดังกล่าวสรุปได้ว่า ภาวะความเครียดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลายอย่าง ที่สำคัญ ได้แก่ epinephrine, norepinephrine, ADH, aldosterone, cortisol

           บทบาทของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ 
           1. epinephrine ทำให้ CNS ตื่นตัวมากขึ้น ระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้น (ปล่อยจากตับ) หัวใจเต้นเร็ว และแรงขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น 
           2. norepinephrine ทำให้ หลอดเลือดหดตัว ซึ่งส่งผลให้ผิวหนังซีด ไตกรองปัสสาวะน้อยลง คลื่นไส้ และทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น 
          3. ADH ทำให้มีการดูดซึมน้ำกลับกระแสเลือดมากขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น ปริมาตรเลือดมากขึ้น 
          4. Aldosterone ทำให้ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น มีการคั่งของโซเดียมและน้ำ 
          5. Cortisol ทำให้มีการสร้างกลูโคสจากสารอื่น (gluconeogenesis) ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้น กรดอะมิโนในเลือดสูงขึ้น แผลหายช้า มีการสลายโปรตีนมากขึ้น การหลั่งกรดในกระเพาะมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร (โดยเฉพาะรายที่เครียดเป็นประจำ) ความต้านทานโรคต่ำ (WBC, lymphocytes ต่ำ) การสร้าง antibody ลดลง

จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนดังกล่าวอาจสรุปอาการที่เกิดจากภาวะเครียดได้ คือ  ความดันเลือดสูง ปวดศรีษะ นอนไม่หลับ เป็นเบาหวาน ติดเชื้อง่าย หัวใจวาย เป็นแผลในกระเพาะ หรือลำไส้ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง และสิ่งที่เสริมให้เครียดมากขึ้นได้แก่ นอนไม่พอ การกินอาหารขยะ (junk food) การดื่มกาแฟมากเกินไป (วันละถ้วยมาตรฐานก็พอแล้ว มีประโยชน์ด้วย) การสูบบุหรี่ (บางคนว่าเพราะเครียดจึงสูบบุหรี่ ที่จริงมันยิ่งส่งเสริมความเครียด ทำให้เป็นโรคมากมาย และการสูบบุหรี่ยังไปทำลายสาร antioxidantsหลายชนิด สร้างปัญหาต่อไปอีก ควันบุหรี่ยังสามารถทำร้ายคนในรัศมีของมันได้อีกด้วย) สิ่งที่ช่วยคลายความเครียดได้แก่ การฝึกปล่อยวาง (รู้จักงานศิลปะ ฟังเพลง ดูธรรมชาติ เขียนบทกวี เล่นดนตรี ฯลฯ) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เหงื่อออก การออกกำลังกายแบบ aerobic ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี นำไขมันไปใช้ ระดับกลูโคสลดลง สมองได้รับเลือดหล่อเลี้ยงเพียงพอ ช่วยให้อารมณ์ดี

ท้ายสุดขอให้ตระหนักว่าภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นในตัวเรา หากไม่ได้รับการดูแลจัดสมดุลให้เหมาะสมจะมีผลเสียอย่างมาก ต่อไปคงมีผลการวิจัยทางด้านนี้ออกมาอีกมากมาย โปรดติดตามเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทุกคน 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here