การเมืองยุ่ง .. ยุ่งการเมือง

ถึงแม้ยุคนี้เขาห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหว แต่ก็ขอเคลียร์กันหน่อยว่าการเมืองมันคืออะไร หลายคนบอกว่าฉันไม่สนใจการเมือง และหลายคนบอกว่าวิชาชีพฉันไม่มีการเมือง (มีแต่เรื่องว่าจะใช้ตัวย่อ ทน. หรือ ทนพ. ดี 555) หลายๆ คนเตือนว่าอย่าไปยุ่งกับการเมืองนะ  ในเอกสารจดทะเบียนสมาคม มักระบุว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง …. ดูๆ ไป การเมืองนี่คงจะเป็นสิ่งเลวร้าย ที่ชนชั้น well-educated อย่างเราๆ ท่านๆ พากันหันหลังให้ (ปล่อยให้พวก low-educated เขาเล่นกันหรือไง) แต่หลายคนบอกว่า ถึงแม้เราจะไม่ยุ่งกับการเมือง การเมืองมันก็มายุ่งกับเรา รุ่นพี่คนหนึ่งถามผมว่า ไหน ลองบอกซิว่า “การเมือง” มันคืออะไร ถ้ารู้แล้วค่อยตอบว่าเราควรยุ่งกับการเมืองไหม คำถามนี้น่าสนใจนะครับ

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อธิบายว่า การเมือง (อังกฤษ: politics) คือ กระบวนการและวิธีการ ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจของกลุ่มคน คำนี้มักจะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับรัฐบาล แต่กิจกรรมทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปในทุกกลุ่มคนที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งรวมไปถึงใน บรรษัท, แวดวงวิชาการ และในวงการศาสนา  ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ นักทฤษฎีการเมืองคนหนึ่ง ได้นิยามการเมืองว่า เป็นการตัดสินว่า “ใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร” 

วิชารัฐศาสตร์ คือ วิชาที่ศึกษาพฤติกรรมทางการเมือง และวิเคราะห์การได้มาซึ่งอำนาจและการนำอำนาจไปใช้ ซึ่งหมายถึง ความสามารถที่จะบังคับให้ผู้อื่นกระทำตามสิ่งที่ตนตั้งใจ ทฤษฎีรัฐศาสตร์ ให้คำจำกัดความการเมืองว่า เป็นเรื่องของการใช้อำนาจแบบสองทางระหว่างฝ่ายที่เป็นผู้ปกครอง (Rulers) และฝ่ายผู้ถูกปกครอง (Ruled)

ผมมีความคิดว่า เป็นเพราะคำไทยว่า การ+เมือง กระมัง ที่ทำให้พวกเรามองว่า เป็นเรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องของเรา ส่วน การ+บ้าน ก็เป็นเรื่องของลูกเรา ไม่ใช่เรา เว้นแต่แม่บ้านจะบอกว่า สามีฉันไม่ค่อยทำการบ้านเลย อันนี้ถึงเป็นเรื่องของเรา (ฮา)

การเมืองของฝรั่ง เรียก Politics ผมคิดเองว่าคำที่มาจากรากเดียวกันคือ polite, police และ poll น่าจะรวมกันขยายความได้ว่า การเมือง ต้องสุภาพ ประนีประนอม มีกฎเกณฑ์บังคับใช้ และเป็นไปตามความเห็นชอบของส่วนรวม (แต่บ้านเรา police ไม่ค่อยจะ polite)

ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ให้ทัศนะในหนังสือรวมบทความทางการเมืองว่า การเมือง เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปของรัฐและการจัดระเบียบความสัมพันธ์ภายในรัฐระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง โดยเมื่อสังคมมนุษย์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาล คนเราจึงต้องแบ่งออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่บังคับกับผู้ถูกบังคับเสมอ

ดร.ชัยอนันต์ จำแนกมุมมองเรื่องการเมือง เป็น 6 มิติ คือ

1.การเมือง เป็นเรื่องของอำนาจ คำอธิบายที่ชัดเจนมากได้แก่นิยามของ Pennock และ Smith ในหนังสือ Political Science ที่กล่าวว่า การเมือง หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับอำนาจ สถาบันและองค์กรในสังคม ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีอำนาจเด็ดขาดครอบคลุมสังคมนั้น ในการสถาปนาและทำนุรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม มีอำนาจในการทำให้จุดประสงค์ร่วมกันของสมาชิกในสังคมได้บังเกิดผลขึ้นมา และมีอำนาจในการประนีประนอมความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในสังคม

2.การเมือง เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดสรรแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าต่าง ๆ ให้กับสังคมอย่างชอบธรรม (มุมมองของ David Easton) แต่ดร.ชัยอนันต์ มีความเห็นว่า เราจะใช้ความหมายการเมืองดังกล่าวนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ในสังคมนั้น ๆ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากทั้งทางตรงและทางอ้อม มีความเห็นพ้องต้องกันและยอมรับในกติกาที่กำหนดการใช้อำนาจเพื่อแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าเท่านั้น ส่วนในสังคมที่ยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับกติกาการกำหนดสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม การเมืองยังคงเป็นเรื่องของการแข่งขันกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งปันคุณค่าที่ให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นได้

3.การเมือง เป็นเรื่องของความขัดแย้ง เนื่องจากทรัพยากรของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ผู้คนซึ่งต้องการใช้ทรัพยากรนั้นมีอยู่มากและความต้องการใช้ไม่มีขีดจำกัด ต่อมาจึงมีผู้ให้มุมมองการเมืองใหม่ว่าเป็นเรื่องของการประนีประนอมความขัดแย้งมากว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง

4.การเมือง เป็นเรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน์ คือแปรจากมุมมองที่ 3

5.การเมือง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐและการบริหารประเทศในกิจกรรมหลัก 3 ด้านคือ งานที่เกี่ยวกับรัฐ การบริหารประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย และการอำนวยการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นการควบคุมให้มีการดำเนินงานตามนโยบาย

6.การเมือง เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายของรัฐ กล่าวคือ การเมืองคือกิจกรรมใดใดที่เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย หน่วยงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการกำหนดนโยบาย

ดังนั้น เมื่อมีการอยู่ร่วมกัน ก็เป็นสังคม ในสังคมมีคนสองพวก คือผู้บังคับ หรือผู้ปกครอง กับผู้ถูกบังคับ หรือผู้ถูกปกครอง ทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองต่างก็ใช้อำนาจในบทบาทที่สังคมกำหนด นี่คือการเมือง ผู้ที่พูดว่าไม่ยุ่งกับการเมือง ก็ต้องปลีกตัวออกจากสังคม ดังที่ซือแป๋ ทช. ของผมชอบใช้คำว่าปลีกวิเวก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคม และต้องไม่เรียกร้องอะไรจากสังคมด้วย

ที่บอกว่านักบวช ห้ามยุ่งกับการเมือง ที่ผมเห็น คงแค่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ถ้าจะให้ทำได้จริงๆ นักบวชนั้นต้องออกไปจากสังคมของฆราวาส เข้าป่าไปเลยครับ แม้แต่สังคมของพระเองก็ยังมีการเมือง และว่ากันว่าไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าการเมืองของพวกเราเลย

ถามว่า เราข้องเกี่ยวกับการเมืองเมื่อใดบ้าง ตอบว่าการเมืองมันยุ่งกับเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ดังที่อดีตนายกอภิสิทธิ์ เขียนในเว็บไซต์ของเขา (www.abhisit.org) ว่า

“ผมอยากให้คิดถึงการเมืองอย่างนี้ครับว่า ที่ทุกสังคมต้องมีระบบการเมือง เพราะว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน เราไม่ได้อยู่คนเดียว …พอมาอยู่ด้วยกันมันก็ต้องมีทั้งกติกา ต้องมีคนมาตัดสินใจว่าเรื่องของส่วนรวมจะเดินไปทิศทางไหน ถามว่าเราหนีการเมืองได้ไหม เราหนีไม่ได้นะครับ อย่างทางการเมืองไปออกกฎหมายอะไรมาก็บังคับกับเรา เราก็ผูกพันอยู่กับการเมือง ไม่ว่าเราจะเลือกที่จะไปยุ่งหรือไม่ยุ่งกับการเมือง การเมืองก็ยุ่งกับเรา” … “หลายคนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง บางคนว่าเป็นเรื่องไกลตัว บ้างว่าเป็นเรื่องสกปรก  และไม่มีผลกระทบต่อของตน   แท้ที่จริงแล้ว ปัญหาต่างๆในสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ อาทิเช่น  ค่าครองชีพสูง  คอร์รัปชั่นแพร่ระบาด  การรักษาพยาบาลที่ด้อยคุณภาพ  อาชญากรรม  ยาเสพติด  ความแตกแยก ล้วนแล้วแต่เกิดจากนโยบายและการบริหารประเทศชาติ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเมืองทั้งสิ้น” … “การเมืองที่ดีเป็นการแข่งขัน ..แต่ว่าการแย่งชิงอำนาจให้อยู่ในกรอบของการแข่งขันที่เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ และที่สำคัญคือ พอแย่งชิงอำนาจนั้นมาแล้วเนี่ย ใช้อำนาจนั้นอย่างไร”

หันมามองระดับที่เราทำงานกันบ้าง พวกท่านๆ ที่เรียนจบมา จะได้บรรจุเป็นข้าราชการไหม จะได้เงินเดือนเท่าไร จะมีเงิน พตส. สักเท่าไร ล้วนแต่มาจากนโยบายของรัฐ ที่ฝ่ายการเมืองกำหนดทั้งสิ้น  หรือถ้าท่านบอกว่า ฉันอยู่ภาคเอกชน ไม่เกี่ยวกับการเมือง … แน่ใจหรือครับ เช่นท่านทำการค้าเครื่องมือแพทย์หรือยา ท่านไปขออนุญาตนำเข้าสินค้าจากใคร อัตราภาษีที่ท่านจ่ายกำหนดโดยใคร พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ ฉบับล่าสุด ที่ควบคุมพวกท่านก็ผ่านการพิจารณาจากฝ่ายการเมือง พ.ร.บ.ยา ฉบับที่มีปัญหาระหว่างสองสามวิชาชีพ ก็ถูกยับยั้งโดยฝ่ายการเมือง นอกจากนั้น นโยบายของบริษัท การตั้งยอดขาย การเลื่อนตำแหน่งพวกท่าน ก็คือการเมืองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

วิชาชีพล่ะ การเมืองเกี่ยวข้องตั้งแต่กำเนิดของ พ.ร.บ. เลย ไปกระซิบถามอดีตนายกสภาฯ ยุคแรกๆ ก็ได้ว่า กว่าจะเข็นให้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ท่านวิ่งลอบบี้นักการเมืองกี่คน พอประกาศใช้แล้ว มีการเลือกตั้งแต่งตั้งกรรมการ นี่ก็คือการเมืองระดับวิชาชีพ กลับไปเทียบกับมุมมองการเมือง 6 มิติของ ดร.ชัยอนันต์ ก็ได้ว่ามันเข้าข่ายตรงไหนบ้าง

สภาวิชาชีพ ถือเป็นผู้ปกครอง สมาชิกคือผู้ประกอบวิชาชีพเป็นผู้ถูกปกครอง สภาฯ ใช้อำนาจปกครอง ตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ. เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม และสร้างคุณภาพของผลงานผู้ประกอบวิชาชีพให้สังคม แต่ในสังคมอย่างเรา ก็อาจมีความขัดแย้งของผลประโยชน์ ระหว่างส่วนรวมกับผลประโยชน์ของกลุ่ม เช่นจบมาจะใช้ทุนหรือไม่ใช้ทุน บางวิชาชีพไม่อยากใช้ทุนเพราะทำงานที่อื่นหาเงินได้มากกว่า ขณะที่บางวิชาชีพอยากใช้ทุนเพราะคิดว่าจะได้บรรจุเข้ารับราชการ ถึงตอนนี้พูดได้เลยว่านโยบายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ออกจากการเมืองระดับชาติ จึงไม่แปลกที่หลายคนบอกว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิบางอย่าง หากสภาวิชาชีพไม่มีปัญญาทำให้ได้ เมื่อสมาชิกเกิดความไม่พึงพอใจ ก็ต้องช่วยกันวิ่งเต้นไปหาอำนาจรัฐ เพื่อขอร้อง บังคับ ต่อรอง ให้ได้ซึ่งสิ่งที่ประสงค์ หรือบางคนบอกเลยว่าต้องไขว่คว้าอำนาจรัฐมาเสียก่อน ดังเช่นพี่น้องเราบางคนในอดีตที่หันไปเล่นการเมือง

ผู้ที่เข้ามาเป็นกรรมการบริหารของสภาวิชาชีพ ก็ได้ชื่อว่าเข้ามาทำงานการเมืองระดับหนึ่ง กรรมการที่สมัครรับเลือกตั้ง เสนอนโยบายการบริหารและปกครองต่อสมาชิก ถ้าสมาชิกส่วนใหญ่พอใจกับแนวนโยบายนั้น ก็เลือกผู้นั้นเข้ามาทำงานการเมืองในสภาฯ ส่วนกรรมการจากการแต่งตั้ง ก็มาจากความเห็นของสมาชิกเช่นกันที่ให้กำหนดใน พ.ร.บ. วิชาชีพ ว่าสมควรแต่งตั้งผู้ใดตำแหน่งใดบ้าง มติของสภาฯ มาจากมติของกรรมการ ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง

สมาชิกทั้งหลายที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจทางปกครองของสภาฯ หากเห็นว่าคำสั่งทางปกครองของสภาฯ เกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของตน กับผลประโยชน์ของหมู่คณะ และผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม ก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะไต่ถาม ซึ่งมีหลายช่องทาง นับตั้งแต่ถามโดยตรงไปยังสภาทางโทรศัพท์ ทางจดหมาย ทางอีเมล์ ทางเว็บบอร์ด ถามผ่านประชาสัมพันธ์ของสภา หรือฝากคำถามกับกรรมการสภาเพื่อตั้งกระทู้ถามในที่ประชุม และหากยังไม่ได้คำตอบที่พอใจหรือเห็นว่าการดำเนินการของสภาฯ ผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่มีแต่เดิม ก็สามารถฟ้องศาลปกครองให้ไต่สวนและบังคับให้ปฏิบัติตามคำฟ้องได้ นี่ก็คือการใช้อำนาจทางการเมืองของฝ่ายผู้ถูกปกครอง เป็นเรื่องปกติธรรมด๊า ธรรมดา ที่ต่างฝ่ายต่างใช้อำนาจทางการเมือง ใช่ว่าฝ่ายปกครองจะใช้อำนาจได้แต่ฝ่ายเดียว

สมาชิกองค์กรวิชาชีพ ที่ไม่สนอกสนใจการเมืองระดับวิชาชีพ ใครจะไปใครจะมา ฉันไม่สน ใบเลือกตั้งมาฉันก็ไม่เลือก หรือไม่ก็กาส่งๆ อ้างว่าใครมาเป็นก็เหมือนกันหมด ขอบอกว่าถ้าคุณคิดเช่นนั้น เวลาคุณเดือดร้อน จบมาหางานยาก เงินวิชาชีพได้น้อย ถูกอาชีพอื่นแย่งงาน ลูกค้าร้องเรียน เรียนต่อแล้วไม่ได้บรรจุเสียที ฯลฯ ไปขอความช่วยเหลือองค์กรวิชาชีพแล้วไม่ได้ดังใจ อย่าไปโทษใครนะครับ

ถามว่า กรรมการสภาวิชาชีพ สมควรสนใจการเมืองไหม ความเห็นของผมคือสมควรอย่างยิ่ง เพราะการบริหารและปกครองสมาชิกนั้น จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับการเมืองในระดับต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการเมืองภาครัฐ หากไม่รู้ทิศทางของลมแล้ว ยากจะนำนาวาวิชาชีพฝ่าคลื่นลมของการเมืองการปกครองระดับชาติไปสู่ฝั่งได้ ในทางตรงข้าม หากช่ำชองคลื่นและลมทางการเมือง เรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ สภาทำเท่าไรไม่สำเร็จ อาจเป็นเรื่องเล็กขี้ประติ๋วในสายตาของฝ่ายการเมือง ที่อาจเนรมิตให้ในทันทีก็ได้นะครับท่าน สวัสดี.

2 ความคิดเห็น

  1. ตั้งแต่เกิดจนตาย เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งน้าน

  2. เป็นบทความที่ดีมาก ชัดเจน ความที่เราเห็นแต่นักการเมืองน้ำเน่าทำให้คนมองคำว่าการเมืองเน่าไปด้วย สำหรับวิชาชีพตัวปัญหาหลักที่จะทำให้วิชาชีพเจริญหรือไม่ ถ้าเจริญมันเจริญแค้ไหน อย่างไร และเพียงพอแล้วหรือไม่ ฯลฯ มันอยู่ที่คน คนที่เสนอตัวเข้ามา หรือถูกแต่งตั้งเข้ามามีคุณภาพแค่ไหน ทำงานจริงจังแค่ไหน ทำเพื่อใครหรือเพื่อตัวเอง มีอำนาจตามกฎหมายแล้วใช้หลักธรรมาภิบาลทำงานหรือไม่ ฯลฯ ด้านสมาชิกก็เช่นกันมีคุณภาพหรือไม่ เอาแค่การเลือกตั้งคนเข้ามาเป็นกรรมการได้ศึกษาพิเคราะห์ดีแล้วหรือไม่ เพื่อกลั่นกรองหาคนที่ใช่ มาเป็นผู้ใช้อำนาจแทนเรา (เหมือนๆกับคนเลือกส.ส.ระดับประเทศละ ประเทศจะล่มจมหรือไปโลดประชาชนก็มีส่วนรับผิดชอบ) มีการติดตามพฤติกรรมและผลงานของเขาดีหรือไม่ หากพบว่าทำไม่ถูกต้อง ทำผิด ไม่ทำ มีความเคลื่อนไหวทักท้วง ฟ้องร้องฯลฯหรือไม่ ถ้าคุณภาพเหล่านี้ไม่มีมันก็วัวพันหลัก สมาชิกว่ากรรมการไม่ดี กรรมการว่าสมาชิกไม่ดี รวมแล้วทะกคนก็ไม่ดีทั้งหมด คนที่คิดว่าตัวเองดีไม้อยากตกอยู่ในวังวนนี้ก็หนีออกไปเอาตัวรอดไป ก็จะเกิดปัญหาขาดแรงสนับสนุนจากคนดีและเก่ง นับวันปัญหาจะทับถมมากขึ้นเพราะไม่มีใครลุกขึ้นมาแก้ไข หรือไม่รู้จะแก้อย่างไร ขนาดพี่ตู่มีอำนาจเต็มๆก็ยังยากเพราะขยะใต้เสื่อมันมากเหลือเกินยิ่งเปิดยิ่งเจอ คนที่จะมาช่วยกวาดและกวาดเป็นก็มีน้อย ปัญหาระดับประเทศกับระดับสภาวิชาชีพก็ทำนองเดียวกัน ก็ขอบคุณที่เอาเรื่องนี้มาเขียนเผื่อว่าอะไรๆจะดีขึ้นสักนิดนึงก็ยังดี ขอแจมแค่นี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here