การบริหารจัดการ CMTE ของสภาเทคนิคการแพทย์และศูนย์การศึกษาต่อเนื่องฯ

การดำเนินงานการศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาเทคนิคการแพทย์ และศ.น.ทนพ.  ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีซึ่งหมายถึงมีระบบการบริหาร และผู้บริหารทุกระดับตามหลักการของ TQA นั้น ผู้นำองค์กรและผู้บริหารระดับสูงเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นต้นทางหรือต้นน้ำสามารถทำให้เกิดระบบการบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาลในองค์กร ช่วยให้บุคลากรระดับถัดมามีขวัญกำลังใจ ทุ่มเทความสามารถ ปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามนโยบายและแผนได้  ทั้งหมดล้วนเป็นทรัพยากรบุคคลที่ยุคนี้ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดขององค์กร

สำหรับการศึกษาต่อเนื่องที่ในทุกวิชาชีพเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ประกอบวิชาชีพจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เนื่องจากโลกเปลี่ยนเร็ว วิชาการและเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก การศึกษาในระบบจนจบหลักสูตรได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยออกมาประกอบวิชาชีพไม่เพียงพอหรือทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก  อีกทั้งการทำงาน ระบบการบริหารองค์กรก็เปลี่ยนแปลง รูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนแปลง สังคมก็เปลี่ยนแปลง ในด้านการแพทย์ การเจ็บป่วยและโรคต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบวิชาชีพจึงต้องเรียนรู้นอกเหนือจากที่เคยเรียนในหลักสูตรอีกมากมายตลอดเวลา

การที่สภาเทคนิคการแพทย์ได้ตระหนักในเรื่องนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการการศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์ ภาคสมัครใจมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ก่อนเปลี่ยนเป็นภาคบังคับในปี ๒๕๕๖ แม้จะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพจะรู้สึกทุกข์ร้อนบ้างก็ถึงขั้นเดือดร้อน แต่เป็นการดำเนินการที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับวิชาชีพโดยรวมให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงเพื่อประโยชน์ของประชาชน การบังคับให้ใช้คะแนนการศึกษาต่อเนื่องในการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จึงเป็นเพียงกลยุทธ์ที่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากสิบปีที่ดำเนินการในรูปแบบสมัครใจไม่ได้ผลเท่าที่ควร

การดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของสภาเทคนิคการแพทย์ และ ศ.น.ทนพ.มีนโยบายให้การศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์ เป็นเครื่องมือในการนำวิชาชีพไปสู่การเป็นองค์กรเรียนรู้ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ประกอบด้วย ระบบการบริหารจัดการที่ดีทันยุคสมัย มีธรรมาภิบาล และบุคคลากรที่ดีมีคุณภาพทุกระดับโดยเฉพาะผู้นำองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่ผลผลิตและบริการที่ดีมีคุณภาพ

ปัจจุบันรัฐบาลกำลังปฏิรูปประเทศทุกด้าน สภาเทคนิคการแพทย์ก็ต้องปฏิรูปตนเอง ไม่ปล่อยให้ตกยุคสมัยล้าหลัง การดำเนินงานที่ผ่านมาราวสิบปียังเป็นรูปแบบคล้ายระบบราชการดั้งเดิม เป็นลักษณะการควบคุมและปกครอง มากกว่าการสนับสนุน ส่งเสริม พัฒนา และบริการสมาชิก การให้ข้อมูลข่าวสารกับสมาชิกมีไม่มาก ความเป็นมิตร ความเข้าใจระหว่างสภากับสมาชิกไม่ดีเท่าที่ควร เห็นได้จากเริ่มมีการฟ้องร้องจากสมาชิกเกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่าในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์  มีคนเก่งคนดีคนมีความสามารถมากมาย แต่คนเหล่านั้นไม่ค่อยจะสมัครเข้ามาเป็นกรรมการสภาฯ เพื่อช่วยบริหารวิชาชีพ แต่กลับไปสร้างความเจริญให้องค์กรอื่นๆ ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญอย่างหนึ่ง

พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ผ่านมาสิบปีเศษแล้ว ยังไม่มีการหยิบยกมาทบทวนว่ามีอะไรที่ล้าสมัย มีอะไรที่ผู้ประกอบวิชาชีพควรจะทำได้แต่ถูกกันไว้ไม่ให้ทำ ฯลฯ หากจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. ในยุคนี้มีโอกาสที่จะทำได้ต่างจากยุคการเมืองเก่าที่นักการเมืองในสภาฯ ออกกฏหมายน้อยมาก โอกาสที่กฏหมายวิชาชีพจะเข้าวาระพิจารณายิ่งน้อยมากขึ้นไปอีก ปัจจุบันทราบว่ามีวิชาชีพอื่นทางการแพทย์ได้รับการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.แล้ว

การเป็นสภาเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพต่างจากคำว่าสภานิติบัญญัติหรือรัฐสภาที่ทำงานด้านออกกฏหมาย คณะกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์จึงไม่เพียงแต่เข้าประชุมแล้วจบ แต่จะต้องทำหน้าที่บริหารจัดการอย่างเป็นระบบด้วย ใน พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๗ กล่าวว่า สภามีวัตถุประสงค์ ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ควบคุม กำกับ ดูแล และกำหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชน และองค์กรอื่น  ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเทคนิคการแพทย์และสาธารณสุข ในมาตรา ๘ ข้อ ๘ กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาเทคนิคการแพทย์ว่า ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาเทคนิคการแพทย์ ซึ่งชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ในการมีสภาเทคนิคการแพทย์ มีทั้งการส่งเสริม การกำกับ ดูแล การกำหนดมาตรฐาน การเผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการแพทย์แก่ประชาชนและองค์กรอื่น

ในฐานะสมาชิกสภาฯ คนหนึ่งที่ไม่เคยเป็นกรรมการสภาฯ ไม่รู้ว่าสภาฯ ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เพราะปัญหาอย่างหนึ่งของสภาฯคือการให้ข้อมูลสื่อสารแก่สมาชิกไม่มากพอ สมาชิกจำนวนมากจึงรับทราบแต่บทบาทการกำกับ ดูแล ด้วยกฏระเบียบ ของสภาเท่านั้นฯ

เมื่อมีการจัดตั้ง ศ.น.ทนพ. มาบริหารการศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์ การเดินไปสู่เป้าหมายก็ขึ้นกับผู้บริหารสภา และระบบบริหารของสภาฯ เป็นหลัก โดยระดับ ศ.น.ทนพ.รองลงมา การดำเนินการผลักดันการศึกษาต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้น ต้องวางแผนทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายให้ชัดเจนถึงเป้าหมายและประโยชน์ที่วิชาชีพและประชาชนได้รับในเบื้องต้นด้วยการสื่อสารและให้ข้อมูลที่มากพอ จากนั้นเริ่มปฏิบัติตามแผนจากง่ายไปหายาก โดยมีการพัฒนาเป็นวงรอบจากรอบปีและรอบห้าปี ตามแนวทาง PDCA การพัฒนามาตรฐานและคุณภาพเป็นลำดับขั้นจนเกิดความเคยชินไม่รู้สึกลำบากใจในการปฏิบัติมากนัก ทั้งนี้ต้องให้สถาบันและสมาชิกมีส่วนร่วม และสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นจะดีกว่าใช้กฎระเบียบบังคับเพียงอย่างเดียว แผนดำเนินการต่างๆ ต้องเป็นจริงได้ ไม่เขียนสวยหรูแต่ปฏิบัติไม่ได้

จากการการดำเนินงานของ ศ.น.ทนพ. ที่ได้รับมอบหมายจากสภาเทคนิคการแพทย์ เมื่อดูในข้อบังคับของสภาฯ กล่าวถึงตำแหน่งผู้อำนวยการ ศ.น.ทนพ. เพียงว่าให้สภาฯ ตั้ง ผอ.ศ.น.ทนพ.มาหนึ่งคน อยู่ในวาระ ๓ ปี (เป็นวาระเฉพาะตำแหน่งไม่เกี่ยวกับวาระของคณะกรรมการสภาฯ ซึ่งอาจตรงกันหรือไม่ก็ได้ ) มีอำนาจหน้าที่โดยสรุปคือ บริหารงานของ ศ.น.ทนพ.ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ (งานด้านปฏิบัติการเกี่ยวกับการศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์ ตามนโยบายที่คณะอนุกรรมการการศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของสภาฯ รวมทั้งรับผิดชอบด้านบริหารงานทั่วไปใน ศ.น.ทนพ. ได้แก่ งานธุรการ งานบริการสมาชิก สถาบันหลัก/สถาบันสมทบ ฯลฯ) ในระยะแรกของการก่อตั้ง สภาฯ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการศึกษาต่อเนื่องเทคนิคการแพทย์ขึ้นมาโดยมอบภาระงานของ ศ.น.ทนพ.เกือบทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการฯ พร้อมกับตั้งอนุกรรมการคนหนึ่งเป็น ผอ.ศ.น.ทนพ. โดยมีผู้ช่วย ผอ.ศ.น.ทนพ.สามคน

การดำเนินงานของ ศ.น.ทนพ.ในวาระแรกจึงอยู่ในลักษณะคณะอนุกรรมการฯชุดนี้รับภารกิจโดยรวมของศ.น.ทนพ. ทั้งด้านนโยบายและด้านปฏิบัติการ ในด้านนโยบายได้แก่การจัดทำร่างระเบียบเกี่ยวกับสถาบันผลิตกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง ระเบียบเกี่ยวกับชนิดกิจกรรม และการกำหนดคะแนนกิจกรรม ให้สภาฯ พิจารณาประกาศใช้ การจัดระบบบริหารจัดการใน ศ.น.ทนพ. การทำแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการของ ศ.น.ทนพ. และส่วนด้านปฏิบัติการได้แก่ การตรวจสอบคุณลักษณะของผู้ยื่นขอเป็นสถาบันหลัก/สถาบันสมทบก่อนเสนอให้สภาฯ รับรอง การตรวจรับรองการจัดกิจกรรม และกำหนดคะแนนกิจกรรมที่สถาบันหลัก/สถาบันสมทบขอมา การตรวจรับรองกิจกรรมที่สมาชิกเข้าร่วม และกำหนดคะแนนแต่ละครั้งเป็นรายบุคคล (ย้อนหลังไปถึงวันประกาศใช้ข้อบังคับ) การจัดเก็บคะแนน CMTE ของสมาชิกเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินการดำเนินงานของสถาบันหลัก/สถาบันสมทบ การจัดทำรายงานประจำปีของ ศ.น.ทนพ. การเผยแพร่ข้อมูลการศึกษาต่อเนื่อง การประสานงานกับศูนย์การศึกษาต่อเนื่องอื่นเป็นต้น โดยคาดว่าเมื่อดำเนินงานผ่านปี ๒๕๕๗ ไปแล้ว งานจะเข้ามาเพิ่มมากจนเกินกำลังของคณะอนุกรรมการฯ จึงควรมีการรับบุคลากรเต็มเวลามาประจำ ศ.น.ทนพ.เพื่อรับภาระงานส่วนปฏิบัติการไปทำ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอไว้ในรายงานประจำปีแล้ว

จากผลของการทำ PDCA cycle ทำให้พบว่าในการปฏิบัติตามระเบียบทั้งสองฉบับมีปัญหา หรือสิ่งที่ควรแก้ไขปรับปรุง จำนวนหนึ่ง เช่น ปัญหาการกำหนดคะแนนกิจกรรมในประเภท ๑ ชนิดที่ ๐๖ การบรรยายชุดวิชาที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำหนดให้คิด ๑ คะแนนต่อ ๑ ชั่วโมง กับประเภทที่ ๖ ชนิดที่ ๓๙ การศึกษาหลักสูตรวุฒิบัติ อนุมัติบัตร หรือหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นทางวิชาชีพเทคนิคการแพททย์ ซึ่งกำหนดให้เป็น ๕๐ คะแนนต่อหลักสูตร มีคณะเทคนิคการแพทย์แห่งหนึ่งจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นทางด้าน Blood bank มาขอการรับรองกิจกรรมและกำหนดคะแนน เป็นลักษณะการบรรยายต่อเนื่อง เราคิดคะแนนตามแบบประเภท ๑ ชนิดที่ ๐๖ ปรากฏว่าได้หลายสิบคะแนน ต่อมาสภาฯ ทักท้วงแจ้งมาที่คณะอนุกรรมการว่าลักษณะนี้ต้องเป็นประเภท ๖ ชนิดที่ ๓๙ โดยต้องเป็นหลักสูตรที่สภาฯรับรอง จึงจะได้คะแนน ๕๐ คะแนน แต่ผู้จัดแจ้งว่าไม่ต้องการส่งให้สภาฯรับรอง เลยเป็นเรื่องที่ยื้อกันพักนึง เมื่อเราพิจารณาทั้งสองด้าน ก็เห็นว่าถ้าส่งหลักสูตรให้สภารับรองก็จบเรื่องเพราะเข้าประเภทหลัง แต่เมื่อไม่ต้องการระดับนั้นการคิดคะแนนในประเภท ๑ ที่ไม่ต้องให้สภาฯรับรองแล้วคะแนนสูงกว่าประเภทหลังมันก็ไม่สมเหตุสมผล จึงต้องขอแก้ไขปรับปรุงใหม่โดยให้ประเภท ๑ ชนิดที่ ๖ สูงสุดไม่เกิน ๔๐ คะแนน ซึ่งน้อยกว่าประเภท ๖

เรื่องนี้ก็มีคำถามจากสมาชิกว่าทำไมคะแนนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดียวกันรุ่นหลังน้อยกว่ารุ่นแรก ก็คงต้องตอบว่าเพราะเป็นร่างเก่าที่เราเอามาปรับปรุงใช้อย่างเร่งด่วน ตัวอนุกรรมการฯ ที่มาทำงานก็มือใหม่ขนาดที่เราต้องพิจารณากันสี่คน ให้ตรงกันสามคน เพื่อเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยหวังว่าเมื่อทำไปสักระยะจะปรับลดลงจนสามารถพิจารณาคนเดียวได้ แต่พอทำจริงมันจุกจิกยุ่งยากมาก และบางจุดไม่มีรายละเอียดชัดเจนจึงเกิดปัญหาขึ้น

จากเคสที่เกิดขึ้นทำให้เห็นปัญหาที่ต้องแก้ และมีหลายเรื่องที่พบหน้างาน การทำตามระบบ PDCA cycle จึงมีข้อดีที่เราปรับปรุงงานให้ดีขึ้นทุกปี นอกจากปัญหาแล้วยังมีเรื่องที่พบคือทำงานล้ำหน้าเกินระเบียบที่กำหนด เช่น การที่คณะอนุกรรมการฯ ต่างมีภารกิจประจำรัดตัวไม่สามารถมาประชุมและทำงานในเวลาราชการได้ ขณะที่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องให้มีการดำเนินงานรับรองสมาชิกโดยด่วนที่สุด จึงกำหนดว่าเราจะพยายามทำงานออนไลน์ เริ่มจากการประชุมหารือและทำงานกันทาง line และ e-mail กัน จนไปถึงการบริการสมาชิกและสถาบันหลัก/สถาบันสมทบออนไลน์ทั้งหมด รวมทั้งการกำหนดให้สถาบันสมทบที่จัดกิจกรรมส่งหลักฐานและคะแนนผู้ร่วมกิจกรรมผ่านสถาบันหลักแล้วให้สถาบันหลักตรวจก่อนส่งให้ ศ.น.ทนพ. ก็เปลี่ยนเป็นต่างออนไลน์ตรงกับ ศ.น.ทนพ.

เมื่อสิ้นปี ๒๕๕๗ จึงเสนอปรับปรุงระเบียบทั้งสองใหม่เป็นระเบียบปี ๒๕๕๘ ด้วยเหตุผลหลักคือเพื่อพัฒนาและประโยชน์ของสมาชิก เมื่อครบปี ๒๕๕๙ หลังดำเนินงานมาสามปีเศษ เป็นระยะที่ผ่านครึ่งทางของวงรอบ ๕ ปี ของอายุใบอนุญาตรอบแรก พบว่ามีความคืบหน้าของงานมากส่วนหนึ่ง ขณะที่ยังมีส่วนที่ยังไม่ได้ทำหรือยังทำได้ไม่มากอีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากคณะอนุกรรมการมีกำลังทำงานไม่เพียงพอ และสภาฯ ยังไม่ได้จัดหา fulltime มารับงานส่วนปฏิบัติการของ ศ.น.ทนพ. ขณะที่มีงานอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญคือระบบการติดตาม ตรวจสอบและประเมินสภาบันหลัก/สถาบันสมทบเพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพยังไม่คืบหน้า ขณะที่จะต้องเสนอสภาฯ ว่าควรต่ออายุให้หรือไม่กลุ่มแรกในปี ๒๕๖๑ ขณะที่สังเกตเห็นว่าการจัดประเภทสถาบันเป็นสถาบันหลัก/สถาบันสมทบโดยแนวคิดเดิมที่ทำกันมาตั้งแต่ยุค ๒๕๔๖ มันไม่เป็นไปตามที่คิด เมื่อคณะอนุกรรมการฯไปเยี่ยมชม ศ.นพ.(แพทย์) และ ศ.น.พย.(พยาบาล)  พบว่ามีการปรับปรุงพัฒนาจากร่างเดิมที่ทำกันในปี ๒๕๔๖ มากแล้วซึ่งจะเล่าต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here