การต่อสู้เพื่อยกเลิก อทกพ.

2
84

กว่าที่เราจะได้ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคนิคการแพทย์) และกลายเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการพทย์อย่างเต็มภาคภูมิได้ในวันนี้  เทคนิคการแพทย์รุ่นพี่ในยุคก่อนได้ร่วมกันต่อสู้เรียกร้อง เพื่อยกเลิกอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์-อทกพ. ในยุคเผด็จการเต็มใบมาแล้ว  เรื่องราวการต่อสู้เรียกร้องในครั้งนั้น  อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้  ทั้งๆ ที่มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของวิชาชีพเราแท้ๆ..  สิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้คือเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์วิชาชีพ ที่เทคนิคการแพทย์รุ่นหลังควรเรียนรู้

ประวัติศาสตร์วิชาชีพบอกไว้แต่เพียงสั้นๆว่า ปีพุทธศักราช 2503 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้ปรับขยายหลักสูตรจากอนุปริญญา เป็นระดับ “ปริญญาตรี” ที่ใช้เวลาเรียน 4 ปีเช่นปัจจุบัน   โดยรับนักศึกษาอนุปริญญาปีสุดท้าย ที่มีคะแนนตลอดหลักสูตรเกิน 70% มาศึกษาต่ออีก 1 ปี ได้วุฒิวิทยาศาสสตรบัณฑิต (เทคนิคการแพทย์)

แต่ข้อเท็จจริงที่ผมสืบค้นมา บ่งชี้ว่า แม้ในปี 2503 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ จะได้ปรับขยายหลักสูตรจากอนุปริญญา เป็นระดับปริญญาตรีแล้วก็ตาม แต่ก็คงยังมีหลักสูตร อทกพ. ควบคู่มาด้วยอีกหลายปี  ทำให้นักศึกษาเทคนิคการแพทย์อีกหลายรุ่น ที่มีคะแนนตลอดหลักสูตรไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้รับการต่อยอดเป็นปริญญาตรี ยังคงได้รับคุณวุฒิเพียง “อนุปริญญาเทคนิคการแพทย์-อทกพ.”  ซึ่งพลตรียุคนธร สุวรรณยอด เทคนิคการแพทย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ระบุว่าเป็น “หนามยอกอก” ของรุ่นพี่เทคนิคการแพทย์ทุกคน ดังได้กล่าวถึงแล้วในตอนที่ 3

รศ.เทียนชัย ไชยเศรษฐ เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ รุ่นที่ 14

รศ.เทียนชัย ไชยเศรษฐ์ เทคนิคการแพทย์รุ่นที่ 14 ของประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองคณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุณาเล่าให้ฟังว่า เมื่อคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สามารถขยับระดับจาก อทกพ.เป็นปริญญาตรีได้  แต่ก็เป็นลักษณะที่มีทั้ง 2 หลักสูตรในเวลาเดียวกัน  กล่าวคือ นักศึกษาเทคนิคการแพทย์ที่สอบเอ็นทรานส์เข้ามา  ปี 1 จะต้องไปเรียนเตรียมเทคนิคการแพทย์ ในคณะวิทยาศาสตร์ก่อน พอจบปี 2  จึงจะข้ามไปเรียนที่คณะเทคนิคการแพทย์  ซึ่งจะมีโควตาแบ่งส่วนใหญ่ไปเรียนที่รพ.ศิริราช และส่วนน้อยไปรพ.จุฬาลงกรณ์

ศ.ดร.เวคิน นพนิตย์ หนึ่งใน อทกพ.

พวกเด็กเรียนมักเลือกศิริราชเพราะมีอาจารย์พรั่งพร้อม ส่วนที่จุฬาเหมือนจังหวัดชายแดน มีอาจารย์น้อยกว่าและมีแค่ปี 3 ปีเดียว กติกามีอยู่ว่าเมื่อเรียนจบปี 3 คณะจะให้นักศึกษาจำนวนหนึ่งออกไปช่วยชาติคือรับ อทกพ.ออกไปทำงานตามโรงพยาบาลก่อน โดยอ้างว่าขาดแคลนคนทำงานแล็บ  สักปี-สองปีแล้วจึงสอบเข้ามาเรียนปี 4  ซึ่งแต่ละปีก็มีโควต้าว่ารับกี่คน ดังนั้นจะมีคนจำนวนหนึ่งไม่สามารถกลับมาเรียนปี 4 ต่อได้  บางคนบอกว่าคณบดีไม่ชอบ หรือหัวแข็งจึงกลับมาไม่ได้  ในบรรดาคนเหล่านี้บางคนที่ได้ อทกพ. ออกไปทำงานกับฝรั่งที่ SEATO LAB ปัจจุบันคือ AFFRIM พอฝรั่งกลับก็ชวนไปอเมริกาด้วยก็ไปทำงานและเรียนต่อที่โน่น มีมากที่ไม่กลับมาเลย มีคนหนึ่งที่พวกเรารู้จักดีคือ ศ.ดร.เวคิน นพนิตย์ ท่านได้ อทกพ. ไปเมืองนอกแบบนี้แล้ว ท่านไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกและสอนที่โน่นจะได้เป็น Associate Professor เมื่อกลับมาเมืองไทยก็มีบทบาททั้งที่มอ. และ มธ. รวมทั้งเป็นนายกสมาคมฯ” รศ.เทียนชัย เล่าในตอนหนึ่ง  ซึ่งเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า เทคนิคการแพทย์หลายราย ได้รับคุณวุฒิเพียง อทกพ. โดยไม่มีโอกาสได้ต่อยอดมาเป็น วท.บ. (เทคนิคการแพทย์)

รศ.เทียนชัย ยังเล่าให้ฟังอีกว่า “รุ่นผมรับนักศึกษาเพิ่มมากกว่าปกติน่าจะสัก 60-70 คน พอปี 3 ก็ส่งไปเรียนจุฬามากขึ้น คือมี 18 คน เราก็มีความสุขดีเพราะเรียนเป็นเล่นพวกเราเตรียมแล็บเองทั้งหมด หลักๆคือเคมีคลินิกและจุลทรรศนศาสตร์คลินิก เราเข้าออกตึก 14 เหมือนบ้าน คือบางคนก็นอนในห้องเล็กเชอร์ซึ่งเป็นห้องแล็บด้วย (แบบเก่าจะเป็นโต๊ะหินขัดใช้นั่งเรียนก็ได้ ใช้ทำแล็บก็ได้) คนที่เรียนฝั่งจุฬาฯ ก็มีอ.เดชา อ.ถวัลย์ ผม คุณวรรณิกา เป็นต้น เวลาเจอเพื่อนที่อยู่ศิริราชมันก็บ่นเครียด บ่นว่าอาจารย์โหดเผด็จการ ฯลฯ จนมาวันหนึ่งก็บอกว่าทนไม่ไหวแล้วคิดจะสไตรท์หยุดเรียนประท้วง มาชวนพวกฝั่งจุฬาไปประชุม พวกเราให้ความเห็นว่าการประท้วงอาจารย์นะแพ้แน่ สังคมไม่ยอมรับ แต่กรณี อทกพ. มันไม่ยุติธรรม และทำให้ทุกคนเครียดกลัวไม่ได้ต่อปี 4 พอจะเป็นเหตุผลที่สังคมจะเห็นใจได้ จากนั้นเราก็เตรียมการกันโดยดึงพี่ปี 4 และพี่ที่จบไปแล้วมาเป็นแนวร่วม ซึ่งในยุคนั้นรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว จะมาคลุกคลีกับน้องๆมากไม่ว่าจะงานกีฬา งานรับน้อง งานปีใหม่”

รศ.เทียนชัย เล่าถึงการเตรียมการในครั้งนั้นให้ฟังว่า “สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมการเพื่อให้สำเร็จ คือตอนนั้นเป็นยุคเผด็จการเต็มใบ อธิการบดีส่วนใหญ่คือนายทหารหรือรัฐมนตรีในรัฐบาล อะไร ที่นายกฯสั่งมาก็มักได้รับการตอบสนอง ดังนั้นเราจึงต้องเดินเส้นนายกรัฐมนตรีไว้ก่อน เราทราบว่าที่จุฬามีอาจารย์หมอท่านหนึ่งเป็นหมอประจำตัวนายกรัฐมนตรี (ไม่แน่ใจว่าท่านหรือพี่ของท่านเป็น) เราก็ให้พวกเราที่ทำงานกับท่านไปเล่าเรื่อง อทกพ.ให้ฟัง  และขอร้องให้ท่านไปล๊อบบี้นายกฯไว้ชั้นหนึ่งก่อน จากนั้นพี่คนหนึ่งก็ไปติดต่อหนังสือพิมพ์หัวสีบานเย็น เข้าใจว่าเป็นเดลี่นิวส์ ให้มาทำข่าวเช้าวันดีเดย์  คืนก่อนดีเดย์ผมได้รับมอบหมายให้หาคนมาพิมพ์หนังสือแถลงการณ์ และข้อเรียกร้อง ซึ่งสมัยนั้นใช่เครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้ว ผมไปดึงเพื่อนที่เรียนโรงเรียนพาณิชยการไปนั่งพิมพ์หนังสือที่ร้านตัดผม (เข้าใจว่าของคุณมนตรี บริสุทธิ์) อยู่ถนนราชดำเนินใกล้โลลิต้าคลับตอนกลางคืน  เช้าวันดีเดย์พวกที่ไปดำเนินการที่ศิริราชก็ไปดักนักศึกษาที่จะเข้าเรียน ผม เดชา ถวัลย์ ฯลฯ ก็ไปดักนักศึกษาที่รพ.จุฬาพาไปสมทบกับพวกที่ศิริราช โดยมีจุดรวมพลที่สนามหน้าหอประชุมราชแพทยาลัย คนที่เป็นหัวหอกเจรจาต่อรองกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณะ เป็นใครผมไม่แน่ใจ อาจต้องถามต่อกันในรุ่น 13-14 ดู

จากถ้อยคำของ รศ.เทียนชัย ที่เล่าให้ผมฟังไว้เป็นการเฉพาะข้างต้น ทำให้เราเห็นภาพการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้มีการยกเลิกอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ชัดเจนขึ้น  และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในครั้งนี้ก็คงเป็นเทคนิคการแพทย์รุ่นที่ 14 ที่มี รศ.เดชา ร่มไทรย์, พันเอกถวัลย์ ฤกษ์งาม และ รศ.เทียนชัย ไชยเศรษฐ์ เป็นแกนนำ

วันดีเดย์” ที่ รศ.เทียนชัย กล่าวถึงข้างต้น คือวันที่ 2 กันยายน 2512 !!  ซึ่งหนังสือชื่อ ” ปูมประวัติศาสตร์ มหิดลเพื่อประชาธิปไตย ภาคที่ 1 : ก่อเกิดขบวนการ ” ที่มี น.พ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์  เป็นบรรณาธิการ พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2546 บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ว่า

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2512 ที่ฝั่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราช บรรยากาศอนุรักษ์นิยมที่เคร่งขรึมเข้มงวดยังครอบคลุมอยู่เต็มที่ มีปรากฏการณ์ที่สร้างความแปลกใจระคนไม่พอใจให้กับอาจารย์และนักศึกษาบางส่วน นั่นคือการที่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 ของคณะเทคนิคการแพทย์พากันหยุดเรียนประท้วง พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องต่ออธิการบดี ซึ่งเป็นครั้งแรกนับแต่มีการตั้งคณะนี้ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2500 และอาจถือเป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในท่ามกลางกระแสหลักที่นักศึกษายังคงไม่สนใจสิ่งใดมากไปกว่าการเรียน กิจกรรมบันเทิง และระบบซีเนียริตี้ โดยกลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงได้ยื่นข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมใน 6 ประเด็นคือ

  1. ขอให้เลิกอนุปริญญาเทคนิคการแพทย์ ให้มีแต่ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต (เทคนิคการแพทย์) และพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น
  2. ขอให้เปลี่ยนและปรับปรุงอาจารย์ที่สอนใหม่ โดยให้จัดอาจารย์ที่มีคุณวุฒิมาสอน ส่วนอาจารย์ที่มีอยู่หากคุณวุฒิไม่พอที่จะสอนปริญญาตรีก็ให้สอนพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ไป
  3. ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดอาจารย์ที่มีความประพฤติไม่ดี ไม่เหมาะสม ไม่มีจรรยาบรรณ หากผู้ใดมีความผิดก็ขอให้ลงโทษทางวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน
  4. ขอให้ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเสียใหม่โดยบรรจุวิชาว่าด้วย ริคเกตเซียและไวรัสวิทยา เปลี่ยนวิชาฮิสโตโลจิคอลเทคนิค เป็นวิชาฮิสโตพาโถโลยี่ วิชาที่สอนในชั้นปีที่ 4 ซึ่งตามหลักสูตรระบุว่าแอดวานซ์ก็ขอให้เรียนตามหลักสูตรทุกวิชามิใช่สอนทบทวนของเดิมที่เรียนมาแล้วในปีที่ 2 และ 3
  5. ขอให้ตรวจสอบและสอบสวนการใช้จ่ายเงินงบประมาณของคณะ ตั้งแต่เริ่มตั้งจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2508 ว่าได้ใช้จ่ายไปจริงและถูกต้องหรือไม่
  6. ขอให้เพิ่มสถานที่ศึกษารวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอน ตลอดจนสวัสดิการให้เพียงพอกับจำนวนนักศึกษา

ทั้งนี้นักศึกษาให้เหตุผลถึงข้อเสียของการคงหลักสูตรอนุปริญญาไว้ว่าเมื่อมีการผลิตพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทยซึ่งสามารถทำงานแทนผู้สำเร็จอนุปริญญาได้ แถมสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแล้ว ก็ควรยกเลิกการผลิตอนุปริญญา และให้ผู้จบปี 3 ทุกคนได้เรียนต่อในขั้นปริญญาตรีอีก 1ปี โดยยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดว่าผู้ได้อนุปริญญา (3 ปี) ต้องได้คะแนนตั้งแต่ 70% ขึ้นไปจึงจะมาเรียนต่อได้ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียคือต้องทิ้งงานมาเรียนต่อ เกิดผลกระทบต่อสถานพยาบาลและประชาชน ทั้งการกำหนดเกณฑ์ 70% ทำให้นักศึกษาเรียนอย่างชิงดีชิงเด่น หวาดระแวงและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา

ในครั้งนั้นนักศึกษาที่ก่อการประท้วง ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้วู่วามหรือขาดการยั้งคิด เพราะได้ใช้เวลาใคร่ครวญมานานนับเดือนก่อนที่จะยื่นข้อเรียกร้อง และการที่ต้องใช้วิธีหยุดเรียนประท้วงก็เพื่อให้ข้อเรียกร้องได้รับการตอบสนองโดยเร็ว มิฉะนั้นการพิจารณาก็อาจจะล่าช้า หรือไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรทั้งชี้ว่าข้อเรียกร้องให้ปรับปรุงหลักสูตรและระบบให้ทันสมัยก็เพื่อต้อนรับชื่อใหม่คือมหาวิทยาลัย มหิดล ที่มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบจริงๆ

ภาพถ่ายเก่า ไม่ทราบปีที่ถ่าย ยังเห็นป้ายชื่อ “โรงเรียนเทคนิคการแพทย์” อยู่ข้างหลัง

กองบรรณาธิการวารสารแพทย์สัมพันธ์ฉบับเดือนกันยายน 2512 ซึ่งมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของ แต่มีนักศึกษาคณะต่างๆเข้าร่วมเป็นกองบรรณาธิการได้ถ่ายทอดคำชี้แจงของศ.นายแพทย์กษาณ จาติกวนิช และ ศ.นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทย 2 รองอธิการบดีที่ได้รับมอบหมายจาก ศ.นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์อธิการบดีว่าทั้ง 2 ท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว เพราะหลายเรื่องก็พยายามปรับปรุงอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องอนุปริญญาก็มีมติตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วว่าจะยกเลิกเพียงแต่ไม่ได้ประกาศให้นักศึกษาทราบเท่านั้นและจะได้เสนอสภามหาวิทยาลัยต่อไป ส่วนอาจารย์ที่มีคุณวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีก็ได้รับการชี้แจงว่ามีอยู่เพียงคนเดียว แต่เป็นผู้มีความสามารถพิเศษและมีความชำนาญในการสอนมานานพอควร ขณะที่ปัญหาเรื่องความจำกัดของสถานที่เรียน ทางคณะแพทย์ศิริราชก็มีโครงการจะแบ่งตึกตรวจโรคให้ ส่วนข้อเสนอที่ให้สอบสวนอาจารย์ที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมนั้นคงไม่ถึงขั้นสอบสวนเพียงแต่เชิญอาจารย์ที่เกี่ยวข้องมาฟังความคิดเห็น ทั้งยังชี้ว่าไม่เห็นด้วยที่นักศึกษาเสนอให้สอบสวนอาจารย์ โดยข้อเท็จจริงอาจมีข้อบกพร่องบ้างโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับนักศึกษาที่ควรจะดีกว่านี้ ถ้าต่างรับฟังเหตุผลของแต่ละฝ่าย ปัญหาก็คงไม่เกิดขึ้น ” ประตูห้องอธิการเปิดเสมอ จะร้องเรียนอย่างไรก็ส่งผู้แทนมาซิ “

รองอธิการทั้ง 2 ยังได้ชี้แจงกรณีคณบดีคณะต่างๆมักตั้งโครงการขึ้นเพื่อเลี่ยงระเบียบมหาวิทยาลัยที่ให้สับเปลี่ยนคณบดีทุก 4 ปี เว้นแต่จะมีโครงการค้างอยู่ก็จะได้อยู่ต่อว่า เชื่อว่าคงไม่ค่อยมีใครอยากเป็นคณบดีกันนัก เพราะเงินเดือนเท่ากัน แต่ต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น

พันเอก ถวัลย์ ฤกษ์งาม เมือครั้งเป็นนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ หนึ่งในแกนนำเรียกร้องการยกเลิก อทกพ.

การประท้วงดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยนักศึกษาได้เข้าเรียนตามปกติเมื่อวันที่ 8 กันยายน เพื่อรอผลการพิจารณาจากสภามหาวิทยาลัย ซึ่งหลังจากการประท้วงครั้งนี้ทำให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น ห้องสมุดมีหนังสือมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และนักศึกษาก็ดีขึ้นมาก แม้การกระทำของนักศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนไม่เคารพครูบาอาจารย์ แต่หลังจากนั้นเมื่อพบหน้ากัน นักศึกษาก็ยังแสดงความเคารพและอาจารย์ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี

อย่างไรก็ตาม ” แพทย์สัมพันธ์ ” ก็มองว่าเหตุการณ์ณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกระจกที่สะท้อนอย่างดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ ที่อาจารย์ควรตระหนักว่านักศึกษามีสมองมีจิตใจเช่นกัน..การอยู่รวมกันจึงควรคำนึงถึงด้านจิตใจ สิ่งใดล้าหลังหรือไม่ทันสมัย เช่น หลักสูตรการสอน หรือ อุปกรณ์การเรียนก็ควรรีบแก้ไขทันทีไม่ควรปล่อยให้เรื้อรัง ..อีกทั้งนักศึกษาก็ควรมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น แม้ว่าจะเป็นความเห็นที่แตกต่างกันไปบ้างก็ควรจะรับฟัง “

” แต่มีข้อน่าตำหนิอยู่ที่ว่าการกระทำของนักศึกษาเทคนิคฯ ทำเรื่องใหญ่โตเกินไป ไม่ดำเนินการไปตามลำดับขั้น เพราะผลที่ออกมาแสดงว่าอาจารย์และมหาวิทยาลัยพร้อมรับฟังข้อคิดเห็นและพร้อมปรับปรุงตามข้อเรียกร้อง แล้วทำไมนักศึกษาจึงไม่เสนอเรื่องราวต่ออธิการบดี การสไตรค์หรือการเดินขบวนน่าจะเป็นมาตรการสุดท้ายของปัญญาขนอย่างเรา และที่น่าตำหนิกว่านั้นคือ การออกข่าวเรื่องนี้ไปสู่สื่อมวลชนเพื่อกระจายให้เป็นเรื่องใหญ่โตโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงของสถาบัน ทั้งที่เรื่องสามารถตกลงกันได้ภายใน “

ในย่อหน้าสุดท้ายของบทความดังกล่าวที่เป็นข้อตำหนินั้น รศ.เทียนชัย เคยมีมีความเห็นไว้ตั้งแต่ปี 2546 ผ่านบทความเรื่อง “ประวัติศาสตร์เทคนิคการแพทย์ที่ถูกบันทึก: กรณีนักศึกษาเทคนิคการแพทย์  มหาวิทยาลัยมหิดล  หยุดเรียนประท้วง 2  กันยายน 2512″ (เผยแพร่ในเว็บไซต์ชมรมเทคนิคการแพทย์สัมพันธ์ ปี 2546 และเผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์เมดเทคทูเดย์ ปี 2552) ว่า “เป็นมุมมองของทางฝ่ายแพทย์ ซึ่งไม่เคยมีสิ่งแวดล้อมแบบในคณะเทคนิคการแพทย์ การที่ไม่เสนอเรื่องต่ออธิการบดี เพราะไม่มีใครแน่ใจว่าอธิการบดีไม่เข้าข้างคณบดี งานนี้มีที่ลึกลงไป คือในการดำเนินการเรื่องนี้ถือว่าเป็นการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพราะถ้าพลาดหรือแพ้คงโดนไล่ออกเป็นทิวแถว ก่อนสไตรท์จึงได้มีการวิ่งเส้นทางลับไปทางฝ่ายแพทย์ประจำตัวท่านจอมพลซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี เอาเรื่องสำคัญคือการผลักปี 3 ออกไปเป็นอนุปริญญา ว่าไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเราที่เอ็นทรานส์มาด้วยคะแนนสูงแต่ไม่ได้ปริญญาเหมือนสาขาอื่น ซึ่งท่านก็คงเห็นใจ ทำให้เรื่องจบลงได้ เมื่อได้ข้อสำคัญคือยกเลิกอนุปริญญาแล้วข้ออืนก็พลอยได้ทำให้บรรยากาศระหว่างอาจารย์ผู้บริหาร (ฝั่งศิริราช) กับนักศึกษาดีขึ้น แต่ก็ไม่วายมีการประท้วงในอีกหลายปีต่อมา ผมเป็นหนึ่งในผู้ก่อการ พวกเราที่เรียนฝั่งรพ.จุฬา อิสสระเสรีทุกประการ จึงมีประเด็นเดียวที่ร่วมด้วยคือการยกเลิกอนุปริญญานั่นเอง เสร็จงานพวกเราต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนแพไปขอขมาบรรดาอาจารย์ฝั่งรพ.จุฬาที่หยุดเรียนโดยไม่บอกกล่าว”

รศ.เทียนชัย เล่าถึงบทสรุปของการประท้วงดังกล่าวให้ฟังว่า “ท้ายที่สุดทางรัฐบาลก็บีบให้ยกเลิก อทกพ.ทันที แปลว่าปีนั้นพวกเราที่อยู่ปี 3 จ่อๆจะเป็น อทกพ.กันก็รอดไปทั้งหมด จึงนับได้ว่าเป็นรุ่นแรกที่ได้รับประโยชน์จากการเลิก อทกพ.โดยตรง แปลว่าพวกเอ็นทรานส์ได้ต่อจนจบ 4 ปี พวกที่มาทำงานแทน อทกพ.คือหลักสูตรพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1-2 ปี จากนั้นสมาคมฯก็ออกโรงขอให้คณะต่างๆรับบรรดาพี่ๆอทกพ.เก่าๆไปเรียนต่อปี 4 จึงมีหลายคนไปเรียนที่เชียงใหม่ และหลายคนเรียนที่จุฬา อาจารย์สุพล พลธีระ ก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้ อทกพ.แล้วไม่ยอมไปสอบเข้าปี 4 จนหลังเลิก อทกพ. จึงมาเรียนที่จุฬา ผมและอาจารย์เดชา จึงเป็นทั้งศิษย์ และเป็นอาจารย์ของอาจารย์สุพล”

จากเรื่องที่ผมลำดับมาทั้งหมดข้างต้นนั้น  ประวัติศาสตร์วิชาชีพของเราควรจะต้องบันทึกลงไปว่า การยกเลิก อทกพ.ลงอย่างสิ้นเชิง และมีแต่ วท.บ. (เทคนิคการแพทย์) เช่นปัจจุบันนี้  เป็นผลมาจากการประท้วงและยื่นข้อเรียกร้องของนักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นที่ 13 และ 14 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2512 โดยมี รศ.เดชา ร่มไทรย์ พันเอกถวัลย์ ฤกษ์งาม และ รศ.เทียนชัย ไชยเศรษฐ์ เป็นแกนนำ ซึ่งนับเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อวิชาชีพของเราในกาลต่อมา

ส่วนใครจะมีส่วนกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์วิชาชีพครั้งนั้นอีกบ้าง  ผมรอการท้วงติงและให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงครั้งนั้นครับ

2 ความคิดเห็น

  1. การจะทำการได้สำเร็จนั้นมันมีหลักมันมีทฤษฎีว่าด้วยการปลุกระดมมวลชน
    1 มีการปลุกระดมมีการปราศัยที่ศิริราชทุกตอนเย็นทุกวันโดยรุ่นพี่ กำลังหลักคือนศฝั่งศิริราช อยู่ฝั่งจุฬามาชวน จะมีใครกล้าออกมาประท้วงหรือ และยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรุ่นพี่ปี4 เมื่อปลุกระดมสุกงอม นศมีจิตใจหึหเหิมกล้าที่จะลุกขึ้นมาประท้วงก็ถึงวันดีเดย
    2 เมื่อถึงวันดีเดย์จะต้องมีการ์ด เลือกใหญ่ๆดุ ขวางไว้ที่หน้าตึก ถ้านศปอดแหกท่านใดขึ้นมีคำสั่งให้ควำ่มันได้แต่ไม่มีใครสักคนหาญกล้า
    3 จัดลานชุมชนด้านล่าง
    4 ฝ่ายทำข่าวส่งข่าวไปยังไทยรัฐ บุษบาทาาพระจันทร
    5 ฝ่ายที่จะเปนตัวแทนขึ้นไปพบอธิการบดี ตอนนี้ไม่ใครกล้าออกโรงเลยไปรวมๆกัน
    6 นับเปนการโชดดี ที่มหาลัย เพิ่งเปลี่ยนชื่อ อธิการบดี จึงระมัดระวัง
    7 ไทยรัฐ พาดหัวข่าว ทุจริตในคณะเทคนิคการแพทย์
    (ทำนองนี้ ) มันพาดได้อย่างไร ไม่เกี่ยวกับ อทกพเลย
    8 หนังสือ ประชาธิปไตยไทย ให้เกียรติการหาญกล้าของนศ เแนรูปแบบก่อน 14 ตุลา

  2. มีอีกประเด็นที่สนับสนุนการเลิกอทกพ. คือหลังจากมีหลักสูตรเทคนิคการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ (ม.มหิดล) เรอ่มจากมีหลักสูตร อทกพฬ ในปี 2500 โดยโอนนักศึกษาสาขาอื่นจากปีสองข้ามมาเรียนปี 3 แค่ปีเดียวก็เลยมีคนจบอทกพ.ในปีการศึกษา 2500 เป็นรุ่น 1 ต่อมาโอนมหาวิทยาลัยจากสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัย จึงมีการเปลี่ยนจากโรงเรียนเทคนิคการแพทย์ เป็นคณะเทคนิคการแพทย์และมีหลักสูตร วทบ.(เทคนิคการแพทย์)เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เกิดขึ้นพร้อมกับยกเลิกหลักสูตรอทกพ. ปล่อยให้เป็นหนามยอกอกกันต่อไป แต่มีมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ ในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อมามีเทคนิคการแพทย์ที่ทำงานอยู่ในคณะแพทยศาสตร์และคณะอื่นๆเสนอให้จัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ขึ้น เป็นแห่งที่สองของประเทศ ซึ่งอาจารย์หมอผู้ใหญ่ก็ให้การสนับสนุน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอเพียงหลักสูตร วทบ.(เทคนิคการแพทย์) ไม่มีระดับอทกพ. ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนัก ให้กับการขอยกเลิกอทกพ. ของมหาวิทยาลัยมหิดลอีกทางหนึ่ง หลังการยกเลิกอทกพ. และสมาคมขอให้คณะต่างไช่วยกันติดตามคนที่จบออกไปทำงานด้วยวุฒิอทกพ. ในที่ต่างๆกลับมาเรียนต่อปี 4 เพื่อรับปริญญาตรี ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร บางคนรับราชการจนมียศพันเอกไปแล้วก็มี เป็นข้าราชการเป็นหัวหน้าแล็บที่เต็มขึ้นติดขั้นเพราะไม่มีวุฒิปริญญาตรีก็จำนวนหนึ่ง ผมทำงานที่ฝั่งจุฬาก็มีรุ่นพี่ๆเข้ามาเรียนต่อปี 4 จำนวนไม่น้อย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here