การจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ครั้งแรกของประเทศไทย จากคำบอกเล่าของ ศ.นพ.วีกูล วีรานุวัตติ์

0
114

 

บทความนี้ คัดจากส่วนต้นของบทความต้นฉบับ เรื่อง “การจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์” เขียนโดยศาสตราจารย์นายแพทย์วีกูล  วีรานุวัตติ์ ตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์ครบรอบ 25 ปี ฉลองอาคารหลังใหม่ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล 19 เมษายน 2525 ซึ่งถือเป็นบทความชิ้นประวัติศาสตร์ ที่เขียนขึ้นโดยผู้ให้กำเนิดวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ จึงขออนุญาตคัดลอกนำมาบันทึกให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากัน

ที่จริงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้เริ่มดำริเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่งใน พ.ศ.2487  โดยคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลได้เห็นว่า  ทางคณะฯ  ขาดแคลนพนักงานวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก  เพราะในสมัยนั้นได้นำเอาผู้ที่สำเร็จวิชาพยาบาลที่มีครอบครัวแล้ว  ไม่สามารถอยู่เวรในตอนกลางคืนมาอบรมเป็นพนักงานวิทยาศาสตร์  และนำเอาบุรุษพยาบาลที่ได้ผ่านการอบรมแล้วมาทำงานเป็นพนักงานวิทยาศาสตร์ชาย  ทางคณะ ฯ  เห็นว่าเป็นการใช้บุคลากรไม่ตรงเป้าหมายและเป็นห่วงว่าต่อไปถ้าเกิดการขาดแคลนพยาบาลแล้วจะได้บุคลากรที่ไหนมาฝึกอบรม  คุณหลวงลิปิธรรมศรีพยัตต์  ท่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลในขณะนั้นได้เสนอเรื่องการขาดแคลนนี้ต่อคุณพระอัพภันตราพาธพิศาล  อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(ในสมัยนั้นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์มีฐานะเป็นกรมกรมหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุข  ระยะนั้นถือว่าผู้ผลิตกับผู้ใช้ควรจะอยู่ในสังกัดเดียวกันจะได้สะดวกในการผลิตผู้ทำงานในด้านสาธารณสุขทุกสาขาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์  ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อีกด้วย)

ท่านอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์  เห็นชอบในการจะจัดสอนอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์นี้ขึ้น  จึงได้ตั้งกรรมการขึ้น 1 ชุด  เพื่อพิจารณาการอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์และรวมทั้งการร่างหลักสูตรและดำริจะรับผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6  (หรือ ม.3,  หรือ  ม.4  สมัยนี้)  เข้ารับการอบรมโดยมีหลักสูตร 3 ปี  ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยว่าทำไมระยะนั้น  จึงเลือกเอาผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 เท่านั้น  ทั้งนี้เพราะว่าหลักสูตรพยาบาลและผดุงครรภ์โดยทั่วไปแล้วรับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 เท่านั้น  ทั้งนี้เพราะว่าหลักสูตรพยาบาลและผดุงครรภ์โดยทั่วไปแล้วรับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6  เท่านั้น  รายนามคณะกรรมการชุดนั้นคงหายสาบสูญไปไม่อาจค้นหาได้  แต่ต่อมาเรื่องการอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์นี้ได้ถูกระงับไปโดยไม่ทราบเหตุผลหรืออาจจะเป็นเพราะขาดแคลนงบประมาณ  เพราะเป็นระยะที่อยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2  ได้สงบลง  และได้มีการฟื้นฟูบูรณะประเทศ  สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยโดยผ่านองค์การบริหารวิเทศกิจของสหรัฐอเมริกา  การให้ความช่วยเหลือในครั้งนั้นมีทางด้านแพทยศาสตร์ศึกษาด้วย  ในปี พ.ศ.2497  ศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิม  พรมมาส  อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในขณะนั้น  พิจารณาเห็นชอบว่าควรจะได้มีการอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใหม่  เพื่อจะได้ทำหน้าที่เป็นพนักงานวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลต่าง ๆ และจะได้ยกระดับบริการการรักษาแก่ประชาชนทั่วไป  นอกจากนั้นจะได้เป็นการใช้บุคลากรให้ถูกทางที่ตนได้อบรมมา  ทางมหาวิทยาลัยจึงขอความช่วยเหลือไปยังองค์การบริหารวิเทศกิจของสหรัฐอเมริกา (ในขณะนั้นดูเหมือนจะมีชื่อย่อว่า FAO  และต่อมาก็เป็น  ICA  และเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ  )  ขณะนั้นองค์การบริหารวิเทศกิจของสหรัฐอเมริกา  กำลังในความช่วยเหลือทางวิชาการให้แก่ คณะแพทยศาสตร์ และ ศิริราชพยาบาลอยู่แล้ว  ก็เห็นด้วยกับการฝึกอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์นี้  เพราะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนในด้านแพทยศาสตร์ศึกษา  จึงได้แสดงความจำนงว่ายินดีช่วยเหลือและสนับสนุน  มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้ร่างหลักสูตรใหม่  ให้เหมาะกับสถานการณ์โดยจะรับผู้ที่สำเร็จขั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2  (ม.ศ.5  หรือ ม.6 ปัจจุบัน) และอบรมในหลักสูตรเช่นเดียวกับหลักสูตรในสหรัฐอเมริกา  ซึ่งจะใช้เวลาอบรม 3 ปี  และสำเร็จแล้วจะได้รับอนุปริญญาเช่นเดียวกับ MT  ของสหรัฐ  ทางองค์การบริหารวิเทศกิจของสหรัฐอเมริกาเห็นชอบในหลักการจึงตกลงให้ความช่วยเหลือและได้เซ็นสัญญารับการช่วยเหลือ  เมื่อวันที่ 12  มีนาคม  พ.ศ.2499

ข้อตกลงในการช่วยเหลือในขั้นแรกนั้น  ตกลงว่าจะสร้างโรงเรียนอบรมขึ้น 3 แห่งในบริเวณคณะแพทยศาสตร์ และ ศิริราชพยาบาล 1 แห่ง ในบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  1 แห่ง  และในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีก 1 แห่ง  โดยใช้เงินกองทุนสมทบ (Counterpart  fund)  แต่ต่อมาด้วยเหตุผลอันใดไม่ปรากฏชัดแจ้ง  ได้แก้ไขข้อตกลงเพียงสร้างโรงเรียนอบรม 2 แห่งเท่านั้น  คือ  ที่คณะแพทยศาสตร์และ ศิริราชพยาบาลกับในบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ในการดำเนินการนี้เงินค่าก่อสร้างจะมาจากเงินกองทุนสมทบ (Counterpart  fund)  อุปกรณ์ทางสำนักงาน  อุปกรณ์ทางห้องปฏิบัติการ  และวัสดุบางส่วนจะจัดหามาโดยใช้เงินกองทุนสมทบ  ทางสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับการอบรมแก่อาจารย์ผู้จะมาเป็นหัวหน้าควบคุม  2 คน  และให้ทุนอาจารย์ในคณะเภสัชศาสตร์ไปศึกษาวิชาประเภท  Basic  Sciences  อีก 2 คน  เพราะในขณะนั้นคณะเภสัชศาสตร์เป็นแหล่งที่สอนวิชาประเภท  เตรียมทันตแพทย์  เตรียมเภสัชศาสตร์  และสุขาภิบาลอยู่ก่อนตั้งคณะวิทยาศาสตร์

ทางด้านรัฐบาลไทย (มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์)  จะจัดหาอาจารย์ผู้สอน  อุปกรณ์อื่นสมทบด้วยในระยะการเตรียมการใน พ.ศ.2497  ได้โอนนักศึกษาแผนกสุขาภิบาล 5 คนมาเรียนเตรียมเทคนิคการแพทย์ปีที่ 1  และในต้นปี พ.ศ. 2498  มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้จัดส่งอาจารย์สองคนคือ  นายแพทย์วีกูล  วีรานุวัตติ์  จากภาควิชาพยาธิวิทยา  คณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล  และ นายแพทย์เชวง  เตชะไกศยะ  จากภาควิชาพยาธิวิทยา  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ไปศึกษาและดูงานในด้านเทคนิคการแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา  คนละ 1  ปี  เพื่อมาจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์นี้

ต้นปี พ.ศ. 2499  ได้ลงมือก่อสร้างตึกคณะเทคนิคการแพทย์  ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราช  โดยปลูกในที่ ๆ เดิมเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวของแพทย์ประจำบ้าน  ในปี พ.ศ.2500  ได้เริ่มลงมือก่อสร้างตึกเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โดยปลูกหลังห้องผ่าตัด  การออกแบบทั้งสองหลังนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก  Mr. W.R.Taylor  สถาปนิกของ Public  Health  Service    ของสหรัฐอเมริกา  นายแพทย์วีกูล  วีรานุวัตติ์  ขณะนั้นกำลังอยู่ในสหรัฐอเมริกา  ได้มีส่วนในการตรวจสอบแบบแปลนของตึกนี้ด้วย

ในปลายปี พ.ศ.2498   ทางองค์การบริหารวิเทศกิจของสหรัฐอเมริกา  (International  Cooperation  Administration  (ICA)  หรือ USAID  ในขณะนี้ )  ได้ส่ง  Dr. Robert W.  Prichard,  Head  of  Clinical  Laboratories,  Bowman  School  of  Medicine, Winston-Salem, North  Carolina มาเป็น Technical  Advisor  ของโครงการนี้  เพื่อมาช่วยในการจัดตั้งหลักสูตรการสอนของคณะเทคนิคการแพทย์  Dr. Prichard ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยในเดือนกันยายน  พ.ศ. 2498

Dr. Prichard   ผู้นี้เองต่อมาได้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดให้องค์การบริหารวิเทศกิจ สนใจในการจัดตั้งคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลเชียงใหม่   ซึ่งเป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งแรก ที่จัดตั้งนอกกรุงเทพฯ   Dr. Prichard เป็นตัวตั้งตัวตีในการวางโครงการระยะแรก

เมื่อนายแพทย์วีกูล  วีรานุวัตติ์  เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่  26  ธันวาคม  พ.ศ.2498  ขณะนั้นนักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรกที่ได้โอนมาจากแผนกสุขาภิบาล  กำลังเรียนเตรียมเทคนิคการแพทย์ปี 2 อยู่  และยังคงใช้หลักสูตรเดิมคล้ายคลึงกับเตรียมเภสัชศาสตร์อยู่  ทางมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่อีกคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาจัดหลักสูตรให้เหมาะสมคณะกรรมการคณะนี้ประกอบด้วย

  1. ศาสตราจารย์นายแพทย์สวัสดิ์  แดงสว่าง  อธิบดีกรมอนามัยในขณะนั้น
  2. พ.ท. นิตย์ เวชชวิศิษฎ์  อธิบดีกรมการแพทย์ในขณะนั้น
  3. ศาสตราจารย์นายแพทย์กำธร สุวรรณกิจ  คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในขณะนั้น
  4. Robert W.Prichard, Technical  Advisor  จาก  ICA
  5. นายแพทย์วีกูล วีรานุวัตติ์  เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการชุดนี้ได้พิจารณาหลักสูตรจนกระทั่งตั้งชื่อ  เทคนิคการแพทย์และวางรูปโครงการศึกษา  โดยถือเอาความต้องการของประชาชนและโรงพยาบาลส่วนภูมิภาคเป็นหลักและอาศัยแนวของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก  ในสหรัฐอเมริกาในระยะนั้น  หลักสูตร NT (ASCP)ก็มีเพียง 3 ปี  เท่านั้น  และการอบรมในชั้นเตรียม 2 ปีแรก  ก็ใช้หลักสูตรคล้ายกับสหรัฐอเมริกาแต่ในชั้นปีที่ 3 คณะกรรมการได้ดัดแปลงให้เหมาะสมแก่สภาวะของประเทศไทย  เช่นยังคงให้มีการศึกษาและสอนด้านปาราสิตวิทยา  ซึ่งในสหรัฐอเมริกาไม่สอนแล้ว  แต่ในประเทศไทยปัญหาทางปาราสิตยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่  หลักสูตรในรุ่นแรกยังคงเพิ่มให้มีการสอนการถ่ายภาพเอกซเรย์  การล้างฟิล์มเอกซเรย์อยู่  ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการเห็นว่าพนักงานวิทยาศาสตร์นี้  อาจจะจำเป็นต้องไปช่วยในด้านรังสีวิทยาด้วย  เพราะยังมีบุคลากรในด้านนี้

ในหลักสูตรชั้นเตรียมก็ได้มีการสอนทางสาธารณสุขพื้นฐาน  สุขศึกษา ฯลฯ  ซึ่งในสมัยนี้เรามารวมเรียกอยู่ใน Community   Medicine    ดังนั้นคณะกรรมการในสมัยนั้นก็ไม่ได้ลืมเรื่องนี้เลย   แต่จะเอาไปใช้ได้แต่ไหนนั้น   สุดแต่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วนำไปใช้เอง

หลักสูตรครั้งแรกที่ได้นำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และสภาการศึกษาแห่งชาติและได้รับคำรับรอง

พ.ศ.  2499  นักศึกษาเทคนิคการแพทย์รุ่นแรก  5  คน  ได้มาศึกษาปีที่ 3  ที่  ศิริราชพยาบาล  ขณะนั้นประจวบกับตึกกำลังก่อสร้างและยังไม่เสร็จเรียบร้อย  ได้รับความเอื้อเฟื้อจากคณะแพทย์ศาสตร์ และ ศิริราชพยาบาลและภาควิชาพยาธิวิทยาให้ใช้ห้องชั้น 3  ด้านตะวันตกของตึกเป็นสถานที่สอนชั่วคราว  และคณะเภสัชศาสตร์ได้กรุณาให้อาจารย์จากคณะ 2 ท่านมาช่วยในการเตรียมงานต่าง ๆ  ท่านหนึ่งคือ  อาจารย์วนิดา  จิตหมั่น  ซึ่งขณะนี้เป็นรองโฆษกของรัฐบาล  ท่านได้ช่วยเหลือแทบทุกอย่าง  ส่วนอีกท่านหนึ่งผู้เขียนนึกไม่ออกจึงขออภัยไว้ในที่นี้ด้วยคณาจารย์อื่น ๆ  ที่ร่วมสอนจากคณะแพทยศาสตร์ และ ศิริราชพยาบาลทั้งนั้น

ตึกคณะเทคนิคการแพทย์ที่ก่อสร้างในบริเวณโรงพยาบาลศิริราช  เสร็จเรียบร้อยในเดือนกันยายน  พ.ศ. 2500  นักศึกษาจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเดือนเดียวกัน  และเริ่มรับการตรวจบางส่วนเมื่อวันที่  10  กันยายน  พ.ศ. 2500  ค่าก่อสร้างตึกเทคนิคการแพทย์ ที่ศิริราชพยาบาลเป็นเงิน  1,937,750  บาท

ในปลายเดือนธันวาคม  พ.ศ.2500  ตึกเทคนิคการแพทย์  ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ก็ได้เสร็จเรียบร้อย  ค่าก่อสร้างเป็นเงิน  2,274,500  บาท  ในปีนี้เองได้ขอโอนนายแพทย์เชวง  เดชะไกศยะ  จากแผนกพยาธิวิทยา  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  และได้เริ่มบริการแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ตั้งแต่วันที่ 1  มกราคม  พ.ศ. 2501

การจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์นั้น  ในทางระเบียบราชการยุ่งยากพอประมาณ   ในชั้นแรกจัดตั้งเป็นโรงเรียนเทคนิคการแพทย์  สังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์  โดยประกาศเป็น        กฏกระทรวงเมื่อวันที่  3  พฤษภาคม  พ.ศ. 2499  และต่อมาจึงประกาศเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งเป็นคณะเทคนิคการแพทย์  เมื่อวันที่  29  มิถุนายน  พ.ศ. 2500  (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  74  ตอนที่  60 หน้า 1143  วันที่  9  กรกฎาคม  พ.ศ.  2500)  ในการประกาศครั้งนั้นเป็นการประกาศจัดตั้งเฉย ๆ ไม่มีการแบ่งภาควิชา  การแบ่งภาควิชาได้มาแบ่งเป็น  สำนักงานคณบดี  ภาควิชาคลินิคัลไมโครสโคปี,  ภาควิชาเคมีคลินิกและภาควิชาจุลชีววิทยาคลินิก  ใน  พ.ศ. 2510  ซึ่งหลังจากการประกาศจัดตั้งคณะฯ  ถึง 10  ปี   แต่ก่อนหน้านี้ใช้การจัดแบ่งเป็นการภายใน

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here