คิดนอกกรอบ คืออะไร

0
87

บล็อกใน GotoKnow Forum ของรองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก แห่ง ม.นเรศวร (http://gotoknow.org/email/sombatn) ตอน คิดนอกกรอบ(2) พยายามให้นิยาม “คิดนอกกรอบ” ว่ามี 3 ลักษณะ

  1. คิดเพิ่มจากเดิม เช่น  เคยทำงานในมุมมองเดียว  ก็เพิ่มมุมมองในการทำงานมากขึ้นจากเดิม  อาทิ  เคยขายก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว  ก็เพิ่มขายข้าวแกงด้วย  ขนมด้วย  เพิ่มความหลากหลายให้ลูกค้า  กิจการก็จะดีขึ้น
  2. เปลี่ยนกรอบคิด เช่น  เป้าหมายการศึกษาเดิมคือ  คิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็น  ก็เปลี่ยนกรอบคิดและเปลี่ยนเป้าหมายเป็น  เก่ง  ดี  มีสุข  เดี๋ยวนี้เปลี่ยนกรอบคิดเป็น  คุณธรรมนำความรู้
  3. เปลี่ยนมุมมอง คือ  ไม่มองในมุมเดิมๆ  เช่น  นิทานเรื่องเซลแมนขายรองเท้า  ที่ไปบนเกาะๆ เดียวกัน  แต่คนแรกเห็นว่าชาวเกาะไม่ใส่รองเท้า  ก็โทร. กลับไปบอกเจ้านายว่า  คงขายรองเท้าไม่ได้  แล้วก็จากไป  แต่เซลแมนคนที่สองที่เห็นอย่างเดียวกัน  แต่โทร.กลับไปบอกเจ้านายว่า  เราจะรวยกันใหญ่แล้วเพราะชาวเกาะไม่มีใครสวมรองเท้าเลย  เราต้องขายรองเท้าดีแน่ๆ

อ.สมบัติให้ความหมายของคิดนอกกรอบอีกแนวหนึ่งว่า

“คิดนอกกรอบ”  คือ  คิดตรงข้ามกับความคิดเดิม  เช่น  เดิมเคยมีความเชื่อว่า “โลกแบน”  ก็คิดตรงข้ามว่า “โลกกลม”  แล้วก็หาทางพิสูจน์ว่าโลกกลมโดยหาเหตุผลมาสนับสนุน  เช่น  เมื่อเรือแล่นเข้าฝั่ง  จะเห็นเสากระโดงเรือก่อนเห็นลำเรือ  แสดงว่ามีส่วนโค้งของโลกบังเรือไว้ก่อน  เป็นต้น

“คิดนอกกรอบ”  คือ  คิดในสิ่งใหม่ๆ  จากกรอบเดิม  เช่น  มีวิธีอื่นมากกว่าที่เรารู้  เราเห็นอีกหรือไม่  ที่จะทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นเหมือนกัน  แต่ใช้วิธีที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างที่ชอบยกเวลาสอนปรัชญาคือ  เดิมมนุษย์มีความเชื่อว่าการมีลูกเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น  ก็นำไปคิดต่อว่ามีวิธีอื่นอีกหรือไม่?  จนต่อมามีการศึกษาพบว่า  ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ก็มีลูกได้  โดยการนำเชื้อของผู้ชายผสมกับรังไข่จนเกิดเป็นเด็กหลอดแก้ว  และคิดต่อไปอีกพัฒนาไปจนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้รังไข่และเชื้อผสมกันแล้ว  แต่ใช้เซลล์ที่เราเรียกว่าวิธี “โคลนนิ่ง” แทน

“คิดนอกกรอบ” คือ คิดและเชื่อไม่เหมือนคนอื่น  มีร้านที่ตั้งชื่อแปลกๆ ในเชิงคิดนอกกรอบหลายร้าน อาทิ ร้าน 25 น.  ที่(คง)เชื่อว่าวันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง  เป็นร้านอาหารที่คนกินและคนขายไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา  ร้าน 361 องศา Dare to be เป็นร้านขายเครื่องกีฬาที่ออกแบบไม่ค่อยเหมือนใคร เพราะกล้าที่จะเป็น อาจจะเพราะคนอื่นมี 360 องศา  แต่เขามีมากกว่า 1 องศา  เป็นต้น

อ.สมบัติบอกอีกว่า คนจะคิดนอกกรอบเก่ง ต้องมีความรู้มาก อ่านมาก ถามมาก ฟังมาก  เขียนมาก คิดมากๆ และต้องเรียนปรัชญา เพราะปรัชญาเป็นการสอนให้แสวงหาคำตอบ แสวงหา ความเป็นจริง” (Reality) เช่น ผีมีจริงหรือไม่? คนตายแล้วไปไหน? การศึกษาคืออะไร? ความดีคืออะไร? แก้ความทุกข์ด้วยวิธีใด? หากได้คำตอบ  พิสูจน์ได้  ก็หมดคำถาม กลายเป็น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  หรือ  ข้อเท็จจริง (Fact)

 แม้กลายเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว  เช่น  คำตอบของการมีลูกคำตอบสุดท้าย  คือ  “โคลนนิ่ง”  ก็ยังมีคำถามต่อไปอีกว่า  “ควรจะทำโคลนนิ่งมนุษย์หรือไม่?”  “การทำโคลนนิ่งผิดจริยธรรมหรือไม่?”  กลายเป็นคำถาม  หรือปรัชญาวิทยาศาสตร์ต่อไป

อ.สมบัติบอกในตอนท้ายว่าเราสามารถนำตัวอย่าง ปัญหาบารอมิเตอร์ มาอธิบายได้ว่า กรอบเดิมคือ การยึดถือตามแบบแผนจำเจ  ซ้ำซาก  ส่วนกรอบใหม่  หรือการคิดนอกกรอบ อย่างที่ นีล โบร์  นำเสนอไว้ อาจเอาไปสอนคิดนอกกรอบในวิชาวิทยาศาสตร์ได้ แต่สำหรับผู้บริหารนั้น  ต้องคิดทั้งในกรอบ นอกกรอบ  และระหว่างกรอบ  จึงจะไล่ล่าอนาคตได้  และสุดท้ายต้องวิ่งหนีการไล่ล่าของผู้อื่นด้วย

สวัสดีครับ.

เขียนโดย พงษ์เพ็ชร คงพ่วง

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here