กว่าจะได้เลือด (2)

0
261

Written by LabBoy

เกริ่นนำกันไปแล้วว่าเจาะเลือดไปเพื่ออะไร ใครเป็นคนขอให้ตรวจ ใครเป็นคนเจาะเลือด และสิทธิผู้ป่วยมีอะไรบ้าง ต่อไปผมอยากเล่าว่าทำไมการเจาะเลือดถึงได้สำคัญนัก ทำไมถึงต้องมีกฎหมายรับรอง แล้วทำไม ใครๆ ที่กฎหมายให้สิทธิทำ จึงไม่อยากทำ

การเจาะเลือด เป็นการกระทำต่อร่างกาย ซึ่งผู้ถูกกระทำอาจมีบาดแผล เจ็บ ปวด กลัว จนถึงเป็นลม และหากทำไม่ดีอาจถึงแก่ชีวิต ภาษาแพทย์เขาเรียกว่า เป็นหัตถการชนิดหนึ่ง ดังนั้น กฎหมายจึงคุ้มครองประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย โดยอนุญาตให้ทำได้เฉพาะบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสรีรวิทยา กายวิภาค จิตวิทยาและจริยธรรม และผ่านการศึกษาอบรมด้านการเจาะเลือดมาแล้วเท่านั้น

ในต่างประเทศ เขามีโรงเรียนสอนการเจาะเลือดกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว วิชาการเจาะเลือดเรียกว่า Phlebotomy และนักเจาะเลือดเรียกว่า Phlebotomist เช่นสหรัฐฯ หน่วยงานที่จัดสอบความรู้เพื่อออกใบอนุญาตเจาะเลือด คือ สมาคมพยาธิแพทย์คลินิก หรือ American Society of Clinical Pathologist (ASCP) ซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้นักเทคนิคการแพทย์ที่จะทำงานในสหรัฐฯด้วย แต่ใบอนุญาตเจาะเลือดกับใบอนุญาตทำแล็บเป็นคนละใบกัน สำหรับในเมืองไทย ไม่มีโรงเรียนสอนเจาะเลือดเป็นการเฉพาะ อาจเป็นเพราะกฎหมายยังไม่เปิดให้ ดังนั้นผู้มีสิทธิ์เจาะเลือดได้ตามกฎหมายจะมีแต่ผู้ประกอบวิชาชีพดังที่ผมเล่าในตอนแรก

องค์กรที่กำกับดูแลมาตรฐานนักเทคนิคการแพทย์ของไทย คือสภาเทคนิคการแพทย์ ก็ยังไม่ได้คิดจะเปิดโรงเรียนสอนเจาะเลือด หรือจัดสอบเพื่อออกใบอนุญาตเจาะเลือด แต่ผมแว่วๆ จากวงในว่า อีกหน่อยสมาคมพยาธิแพทย์ของไทยอาจเจริญรอยตามสหรัฐฯ จัดสอบออกใบอนุญาตเจาะเลือดเสียเอง ทีนี้พวกที่เจาะเลือดเก่งแต่ต้องหลบๆซ่อนๆ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพ จะได้ทำงานอย่างถูกกฎหมายเสียที แล้วนักเทคนิคการแพทย์ที่ไม่อยากพบหน้าพบตาผู้ป่วย จะได้ทำกันแต่แล็บอย่างเดียวให้สมอยาก

หากกล่าวเฉพาะการเจาะเลือดเพื่อจุดประสงค์ที่จะนำเลือดไปตรวจวิเคราะห์หรือชันสูตรโรค ก็อาจแบ่งตามแหล่งที่มาของเลือดเป็น 3 ประเภทคือ การเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ, การเจาะเลือดจากเส้นเลือดฝอย และการเจาะเลือดจากหลอดเลือดแดง การเจาะประการสุดท้ายนี้ มีความเสี่ยงและอันตรายสูงต่อชีวิต กฎหมายจึงอนุญาตให้เฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม คือแพทย์เท่านั้น ที่มีสิทธิในการเจาะเลือดจากหลอดเลือดแดง

ส่วนนักเทคนิคการแพทย์ สามารถเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ ที่เรียกง่ายๆ ว่าเส้นเลือดดำ ส่วนมากเป็นบริเวณแขนและมือ กับเจาะเลือดจากเส้นเลือดฝอย มักเป็นปลายนิ้วหรือติ่งหู ซึ่งการเลือกบริเวณเจาะให้เหมาะสมปลอดภัย เป็นศาสตร์ที่ต้องศึกษาอย่างลึกซึ้ง

ในการเจาะเลือด ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้เจาะเลือดต้องสะอาดปราศจากเชื้อ ในการเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำสมัยก่อน เข็มเจาะเป็นเหล็กสเตนเลส กระบอกไซริงจ์เป็นแก้ว ต้องใช้แล้วใช้อีก โดยผ่านการล้างและนึ่งฆ่าเชื้อ แล้วนำมาใช้ใหม่ อาจมีผู้สงสัยในความสะอาดปราศจากเชื้อ แล้วยิ่งปัจจุบันมีเชื้อเอดส์ เชื้อไวรัสตับอักเสบที่ติดต่อกันทางเลือด ปัจจุบันจึงหันไปใช้ทั้งเข็มและไซริงจ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์เหล่านี้สะอาดปราศจากเชื้อแน่ๆ

เวลาที่เจาะเลือด ผู้เจาะเลือดเขาจะแสดงให้เห็นว่าเป็นของใหม่ โดยฉีกทั้งเข็มและไซริงจ์ออกจากซองต่อหน้าผู้รับการเจาะเลือด แต่ก็พบเหมือนกันว่าบางแห่งมีผู้ใช้บริการรอกันมาก ผู้เจาะเลือดเกรงจะเสียเวลา เลยแกะเข็มกับไซริงจ์มาสวมไว้ล่วงหน้าทีละเยอะๆ คนไข้ที่มารอเจาะเห็นเข้าอาจสงสัยว่า นี่มันเอาของเก่ามาล้างใช้ใหม่หรือเปล่า แต่ก็เกรงใจไม่กล้าถาม บางคนที่กลัวมากๆ ก็อาจโวยวาย ขอให้ฉีกเข็มกับไซริงจ์ให้ใหม่ ผู้เจาะบางคนไม่เข้าใจอารมณ์คนไข้ หัวเสียพูดจาต่อว่า เป็นเรื่องเป็นราวกันก็มี

ดังนั้น ผู้รับบริการเจาะเลือดสามารถพิจารณาความสะอาดและใหม่ของเข็มและไซริงจ์ได้โดยดูว่าของนั้นผลิตจากโรงงานที่ได้การรับรองมาตรฐานหรือไม่ เป็นของใหม่ยังไม่ได้ถูกแกะออกจากซองหรือไม่ และเป็นของที่ยังไม่ได้หมดอายุหรือไม่โดยดูวันที่หมดอายุจากซอง

ประเด็นที่ทำให้ผู้รับบริการเจาะเลือดกลัว ไม่อยากถูกเจาะ นอกจากเรื่องความสะอาดแล้ว ก็คือความเจ็บ สิ่งที่ทำให้เจ็บก็คือปลายเข็ม ถ้าปลายเข็มมีความคมมาก เมื่อจรดเข็มแทงลงในผิวหนัง ผู้ถูกเจาะจะไม่รู้สึกเจ็บนัก อย่างที่ชอบปลอบกันว่า อย่ากลัวเลย เจ็บน้อยกว่ามดกัดเสียอีก! ดังนั้น การเลือกยี่ห้อเข็มที่มีคุณสมบัติพึงประสงค์ เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถึงจะมีราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นก็ต้องยอมซื้อมาใช้ ผมเคยเห็นผู้รับบริการบางคนกลัวถึงขนาดลงทุนซื้อเข็มและไซริงจ์ที่คิดว่าดีที่สุด เอาไว้ให้เจาะก็มี

โรงงานผลิตเข็มเจาะเลือดที่มีชื่อแห่งหนึ่ง ผลิตเข็มเจาะเลือดที่ตัดปลายแบบพิเศษ เขาเรียกว่า Double bevel แล้วยังเคลือบผิวโลหะให้ลื่นเป็นพิเศษ ผลก็คือเป็นเข็มที่คมมากและลื่น เป็นที่นิยมในหมู่นักเจาะเลือด ในทางตรงกันข้าม เข็มเจาะเลือดที่ผลิตอย่างไม่ประณีต ผิวของโลหะบริเวณปลายเข็มจะไม่เรียบ เมื่อแทงลงในผิวหนังจะสะดุด ทำให้รู้สึกเจ็บได้ แต่เราดูตาเปล่าไม่เห็นหรอกครับ ต้องดูจากกล้องจุลทรรศน์จึงจะเห็นความแตกต่าง…

ภาพข้างล่าง เป็นภาพถ่ายขยายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แสดงให้เห็นปลายเข็มที่ผิวโลหะไม่เรียบ เป็นปุ่มปม

ขนาดของเข็มเจาะเลือดที่ใช้กัน แสดงด้วย 2 ตัวเลขคือเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาว โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางของเข็มที่ใช้จะเป็นเบอร์ 21G ถึง 23G ตัวเลขยิ่งมากเข็มจะยิ่งเล็ก ส่วนความยาวมักเป็น 1 ถึง 1½ นิ้ว ตามปกติผู้เจาะจะเลือกเข็มเบอร์ 21G เพราะเลือดไหลเข้าได้เร็ว ใช้เวลาดูดเลือดสั้น ผู้รับบริการก็รู้สึกเจ็บน้อยเพราะเข็มคาอยู่ไม่นาน ในบางกรณีเส้นเลือดดำที่เลือกเจาะมีขนาดเล็ก จึงต้องเลือกเข็มที่เบอร์เล็กลงเพื่อให้เข้าไปในเส้นเลือดได้   บางคนเข้าใจผิดคิดว่าเข็มขนาดเล็กๆ เจ็บน้อยกว่า เวลาถูกเจาะจึงมักบอกคนเจาะให้เปลี่ยนเข็มเบอร์เล็ก ที่จริง เจ็บหรือไม่เจ็บอยู่ที่ความคมและลื่นของเข็มต่างหาก (แต่บางทีเข็มคมแต่เจาะผิดวิธี ก็อาจทำให้เจ็บได้ ซึ่งจะเล่าในภายหลัง) การใช้เข็มขนาดเล็กเพื่อสร้างผลทางจิตวิทยาแก่ผู้รับบริการ นอกจากทำให้ต้องใช้เวลาดูดเลือดนานขึ้นแล้ว ยังอาจมีผลให้เม็ดเลือดที่ถูกดูดเข้ามาด้วยความเร็วสูงบางส่วนแตก มีผลรบกวนวิธีการตรวจบางรายการ ทำให้ผลคลาดเคลื่อนจากความจริงได้

ส่วนกระบอกเจาะเลือด หรือที่เรียกว่าไซริงจ์ (Syringe) ปัจจุบันเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทำด้วยพลาสติก ที่นิยมใช้กันเป็นขนาด 3, 5, ถึง 10 ซีซี แล้วแต่ว่าต้องการเลือดแค่ไหน หรือจะต้องถ่ายเลือดจากไซริงจ์ใส่ในหลอดเก็บเลือดกี่ชนิดกี่หลอด

ในปัจจุบันมีระบบเจาะเลือดแบบปิด คือมีเข็มเจาะเลือดชนิดพิเศษที่ด้านหนึ่งใช้แทงลงไปยังเส้นเลือด และอีกด้านหนึ่งเป็นเข็มที่แทงลงไปในจุกยางของหลอดเก็บเลือด หลอดเก็บเลือดชนิดนี้มีสุญญากาศอยู่ภายใน ดังนั้นมันจะดูดเลือดจากเส้นเลือดเข้าไปในหลอดเอง เราเรียกระบบนี้ว่า การเจาะเลือดระบบสุญญากาศ ทำให้ผู้เจาะเลือดลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเลือด เหมาะสมกับยุคสมัยที่มีโรคร้ายแรงที่ติดต่อทางเลือด แต่ผู้เจาะเลือดที่เคยชินกับการเจาะแบบเดิมคือใช้เข็มกับไซริงจ์มักไม่ชอบ เหตุผลหนึ่งคือไม่สามารถควบคุมแรงดูดให้มากน้อยตามต้องการได้ ซึ่งจำเป็นกรณีเจาะเส้นเลือดที่เล็กหรือตีบง่าย ดังนั้น หากผู้รับบริการสังเกตที่โต๊ะเจาะเลือดดีๆ จะเห็นว่ามีทั้งเข็มและไซริงจ์แบบเดิม กับมีเข็มและหลอดใส่เลือดระบบสุญญากาศอยู่ด้วย เขาอาจเลือกเจาะเลือดด้วยไซริงจ์ แล้วจึงแทงเข็มไปในหลอดสุญญากาศให้มันดูดเลือดเข้าไปเอง

ไม่ว่าจะเจาะเลือดด้วยระบบไหน จะเจาะเส้นเลือดดำ เส้นเลือดฝอย หรือเส้นเลือดแดง ก่อนที่จะแทงเข็ม ผิวหนังบริเวณที่จะถูกแทงต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน เพื่อป้องกันมิให้จุลชีพที่ติดผิวหนังตามเข็มไปเข้าเส้นเลือด ผู้เจาะจะใช้สำลีที่สะอาดชุบน้ำยา ทาที่ผิวหนังและปล่อยให้แห้ง น้ำยาทำความสะอาดที่ใช้กันคือแอลกอฮอล์ชนิดเอทานอลความเข้มข้น 70% ความเข้มข้นจะมากหรือน้อยกว่านี้ไม่ได้ เพราะได้ศึกษาวิจัยแล้วว่าความเข้มข้นนี้ได้ผลที่สุดในการฆ่าเชื้อโรค แอลกอฮอล์ 70% นี้เป็นสารละลายใสไม่มีสี แต่ที่ผลิตจำหน่ายเขาใส่สีออกฟ้าๆ (ทราบไหมครับว่าทำไมต้องใส่สี)

สำหรับกระบวนการ ขั้นตอน อุปกรณ์ประกอบในการเจาะ ผมจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะไม่ได้ประสงค์ให้อ่านแล้วเจาะเลือดได้ ท่านที่สนใจอยากทราบรายละเอียดอาจหาอ่านได้จากอินเตอร์เน็ตครับ

คำถามท้ายบทความ

  1. เหตุใดจึงให้แพทย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เจาะเลือดจากหลอดเลือดแดง
  2. ประชาชนผู้รับบริการเจาะเลือดจะทราบได้อย่างไรว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเจาะเลือดมีความสะอาด เข็มและกระบอกเจาะเลือดชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นของใหม่และยังไม่หมดอายุใช้งาน
  3. การเจาะเลือดด้วยระบบสุญญากาศ มีผลดีผลเสียต่อผู้รับบริการอย่างไรบ้าง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here