กว่าจะได้เลือด (1)

0
131

Written by LabBoy

เปล่าครับ .. ไม่ได้ไปตีรันฟันแทงที่ไหนจนเลือดโชก แค่ผมกำลังจะเล่าให้ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ใช้บริการจากนักเทคนิคการแพทย์ทราบว่า กว่าที่จะได้เลือดของท่านมาตรวจวิเคราะห์ ได้ผลการตรวจอย่างถูกต้อง เป็นที่ถูกอกถูกใจทั้งผู้รับบริการคือตัวท่าน และผู้ใช้ผลงานคือแพทย์ผู้ตรวจรักษาให้ท่านนั้น มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายหรือยากเย็นเข็ญใจอย่างไร?

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวกันก่อน ผมเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ทำงานในโรงพยาบาล ที่ทำงานของผม เขาเรียกกันว่า ห้องแล็บ บางที่เขียนเป็น ห้องแลป มาจากภาษาฝรั่งว่า “Laboratory” ป้ายห้องทำงานของพวกผมถ้าตั้งชื่อเป็นภาษาไทย ก็ใช้กันหลายชื่อเช่น ‘ห้องปฏิบัติการ’ ‘ห้องชันสูตร’ ‘ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์’ หรือบางโรงพยาบาลเดาะเรียกเป็น ‘ห้องวิจัย’

ไม่ว่าจะตั้งชื่อห้องว่าอะไร งานของพวกผมก็คือ ตรวจวิเคราะห์พวก เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ เสมหะ หนอง ฯลฯ จากตัวของท่าน ตามคำสั่งของแพทย์ เพื่อที่จะหาว่าท่านมีเชื้อโรคหรือมีสิ่งใดผิดปกติบ้าง แพทย์จะได้รักษาได้ถูกทาง ท่านก็จะหายจากอาการป่วยไข้เร็วๆ หรือบางที ท่านยังไม่ถึงกับเจ็บป่วย แค่ต้องการดูว่าสุขภาพร่างกายยังสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่ ที่เรียกว่าตรวจสุขภาพประจำปี ท่านก็อาจมาใช้บริการพวกผม โดยบางท่านที่มีความรู้ดี รู้ว่าตรวจหาอะไรเพื่อดูภาวะอะไร ก็มาหาพวกผมตามแล็บเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับทางการเป็น คลินิกเทคนิคการแพทย์ แล้วระบุเลยว่าต้องการตรวจอะไรบ้าง

เล่าถึงตอนนี้ อาจมีพี่เพื่อนน้องชาวเทคนิคการแพทย์น้อยใจที่ผมใช้คำว่า “คำสั่งของแพทย์” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Doctor’s order คือบอกว่า เรามีฐานะเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักรังสีเทคนิค นักเทคนิคการแพทย์ ต่างก็เป็นทีมดูแลสุขภาพ ต่างก็มีใบประกอบวิชาชีพ มีสภาวิชาชีพดูแลมาตรฐาน ฯลฯ จึงรู้สึกแสลงที่จะใช้คำนี้ อยากให้ใช้คำอื่น … ใช่ครับ ผมจะเล่าต่อว่า ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนมาใช้คำว่า คำขอตรวจของแพทย์ หรือ Doctor’s request โดยมีกระดาษแบบฟอร์มขอตรวจทางห้องแล็บ ที่เรียกว่า ใบขอตรวจ หรือ “Laboratory Request Form” ซึ่งที่สำคัญคือจะต้องกรอกชื่อ-สกุล ของผู้ป่วย (หรือผู้ยังไม่ป่วย) เลือกกาหัวข้อรายการตรวจที่ต้องการ และลงชื่อแพทย์ผู้ขอตรวจ

เมื่อแพทย์สั่งตรวจ .. เอ๊ย ขอตรวจแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการเก็บสิ่งส่งตรวจ ตามชนิดที่รายการตรวจนั้นๆ ต้องการ เช่น ตรวจน้ำตาลในเลือด ก็ต้องเจาะเลือด ตรวจพยาธิ์ลำไส้ ก็ต้องเก็บอุจจาระ ถ้าเป็นการเก็บอุจจาระ ปัสสาวะ จะมีเจ้าหน้าที่ให้ภาชนะและแนะนำท่านว่าเก็บอย่างไรจึงถูกต้อง ซึ่งผมจะเล่ารายละเอียดในโอกาสต่อไป แต่ในตอนนี้ ขอเล่าเรื่องการเก็บเลือดก่อน เพราะค่อนข้างสลับซับซ้อน และหากทำผิดพลาดอาจเกิดผลร้ายกับตัวของผู้ถูกเจาะเอง

ผู้ที่ทำหน้าที่เจาะเลือด ตามกฎหมายจะต้องเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่ออกให้โดยหน่วยงานที่มีอำนาจ ซึ่งก็คือสภาวิชาชีพของแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ แต่กฎหมายก็เปิดช่องเป็นข้อยกเว้นบ้าง เช่น ผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐสามารถกระทำได้ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ แต่ในความเป็นจริง หลายโรงพยาบาลในอดีตที่ผ่านมาได้ฝึกหัดการเจาะเลือดให้กับพนักงานช่วยการพยาบาลบ้าง ให้กับพนักงานช่วยทำงานในห้องแล็บบ้าง จนบุคคลเหล่านั้นมีความช่ำชองในการเจาะ(ให้ได้)เลือด หลายคนพูดจามีอัธยาศรัยไมตรีที่ดีกับผู้ใช้บริการ จนรู้สึกว่าคนเหล่านั้นเป็น มืออาชีพ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้คนที่กฎหมายอนุญาตเลย และดูเหมือนว่านักเทคนิคการแพทย์เอง ที่จบการศึกษามารุ่นหลังๆ ส่วนมากก็ไม่อยากจะทำหน้าที่เจาะเลือดเสียด้วย ไม่ทราบว่าเห็นเป็นเรื่องต่ำต้อยหรืออย่างไร โรงพยาบาลหลายแห่ง ทั้งของรัฐและเอกชนจึงหาทางออก โดยให้เจ้าหน้าที่เจาะเลือดที่มีอยู่เดิม มารับอบรมการเจาะเลือดเป็นการภายใน มีหลักฐานการสอบและรับรองโดยผู้ประกอบวิชาชีพ… สิ่งนี้ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันว่าการอบรมกำกับดูแลที่ว่านั้นมีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายเพียงไร

หากจะมองข้าม ไม่สนใจว่าผู้เจาะเลือดเป็นใครมีใบอนุญาตหรือไม่ ท่านผู้ใช้บริการก็ควรทราบว่าขั้นตอนและกระบวนการเจาะเลือดที่ดีและปลอดภัยนั้นควรเป็นอย่างไร ท่านจะได้ตัดสินใจถูก ว่าจะยินยอมให้บุคคลนั้นทำการเจาะเลือดหรือไม่ อย่าลืมนะครับ สิทธิผู้ป่วยที่ประกาศโดยองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ ข้อที่ 3 ท่านสามารถเลือกผู้ให้บริการได้

คำถามท้ายบทความ

  1. ประชาชนสามารถขอตรวจเลือดโดยระบุรายการตรวจที่ต้องการ โดยไม่ต้องให้แพทย์สั่ง ได้หรือไม่
  2. บุคคลที่กฎหมายอนุญาตให้สามารถเจาะเลือดได้ มีใครบ้าง
  3. ผู้รับบริการเจาะเลือด จะทราบได้อย่างไรว่าผู้ที่เจาะเลือดให้ เป็นใคร มีความชำนาญในการเจาะเลือดเพียงไร

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here